Scottish Universities Alumni
Phi Samakkimit (Poonpun)
LLM Intellectual Property Law and the Digital Economy
University of Glasgow
""ผมมารู้จัก McDucation และพี่บุ๋มจากเพื่อนๆที่ไปเรียนที่นั่น เพราะทุกคนมาจาก McDucation พอผมตัดสินใจว่าจะเรียนใบที่สองใน Scotland ต่ออีกใบ ผมก็เลยขอเมล์ติดต่อพี่บุ๋มจากเพื่อนๆ แล้วผมก็ได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างอบอุ่นด้วยดี ได้รับโอกาสในการศึกษาที่ดี ได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์สดทาง Nation TV (ตอนที่ Scotland จะแยกตัวจาก UK) ได้รับเกียรติมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับน้องๆต่อไป ถือเป็นโชคดีมากๆครับสำหรับผมที่ได้รู้จักพี่บุ๋มและ McDucation จึงถือโอกาสนี้ขอขอบพระคุณพี่บุ๋มและ McDucation ที่แนะนำและช่วยเหลือตลอดมาครับ
สำหรับ Glasgow คราวนี้พอพี่รู้แล้วว่าเราควรให้ McDucation ช่วยยื่นใบสมัคร พี่เลยให้พี่บุ๋มช่วยจัดการสมัครให้ ประกอบกับตอนเรียนใบแรก พี่ก็เคยมาเที่ยวที่เมืองนี้ จึงได้เห็นเมืองนี้อย่างที่มันเป็น ก่อนที่จะตัดสินใจ ย้ายมาอยู่ และมาเรียนในเมืองนี้...ก่อนย้าย พี่มีความรู้สึกกังวลนิดหน่อยว่าเมืองนี้มันจะอันตรายเพราะได้ยินว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมที่นี่ค่อนข้างสูง แถมเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองของนักเที่ยวราตรี แต่พอเข้ามาอยู่จริง(เหมือนเดิมคือ)พี่เลือกที่จะย้ายมาอยู่ใกล้กับมหา’ลัย นั่นคืออยู่ในแถบที่เค้าเรียกว่า West End เป็นย่านนักศึกษา กับคนค่อนข้างมีฐานะอยู่อาศัย ดังนั้นถ้าน้องไม่เลือกที่จะเดินไปย่านที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะเวลากลางคืน ความเสี่ยงของเราก็มีน้อย ที่ว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงนั้น คือเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆใน Scotland ซึ่งประเทศเขาค่อนข้างปลอดภัย Glasgow เป็นเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของ Scotland คนเยอะกว่าเมืองอื่นๆ อาชญากรรมจึงย่อมมากกว่าเมืองอื่น และที่สำคัญต่อให้อัตราการเกิดอาชญากรรมสูงยังไง ก็ยังต่ำกว่าเมืองหลวงบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...ความทรงจำของพี่กับเมืองนี้ต่างกับที่ Aberdeen โดยสิ้นเชิงคือพี่ชอบเมืองนี้มากๆ จะขอยกมาแค่บางส่วนคือ 1. มหา’ลัยสวยมากๆ เหมือนอยู่ในหนัง Harry Potter 2. เมืองใหญ่ การเดินทางสะดวก มีรถไฟใต้ดิน 3.ผู้คนดูจะเป็นมิตรกว่า 4. ค่าครองชีพต่ำกว่า Aberdeen 5. เอาแค่เฉพาะแถบ West End อาหารการกินก็หลากหลาย 6. สถานที่ท่องเที่ยวเยอะ มีที่ให้ถ่ายภาพมากกว่า Aberdeen 7. เพื่อนในชั้นเรียนมีความหลากหลายมากกว่า พี่ได้เพื่อนทั้งบราซิล ฮังการี เยอรมัน อเมริกัน อินเดีย เป็นต้น (ต่างจาก Aberdeen ที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย)
University of Glasgow ก่อตั้งปี 1451 ก่อน University of Aberdeen เสียอีก โดยเป็นมหา’ลัยเก่าแก่อันดับที่ 4 ของ UK มีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงเช่น Adam Smith และ James Watt…มหา’ลัยตั้งอยู่บนเนินเขา ถ้ามาแถบ West End จะเห็นหอระฆังสูงของมหา’ลัยตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่โดยไม่ว่าจะมองจากจุดใด วันไหนที่พี่เดินไปมหา’ลัย เห็นแสงแดดส่องที่ตัวหอระฆังที่อยู่ที่สูง เหมือนเรากำลังไปเรียนบนปราสาทพระราชวังอย่างไรบอกไม่ถูก แต่มันเป็นภาพที่งดงามมาก รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมหา’ลัยนี้ขึ้นมาทันที...พอขึ้นมาถึงหอระฆังเดินทะลุเข้าไปด้านในก็จะเจอกับทางเดินที่มีเพดานเป็นซุ้มโค้งๆสลับไปมา ได้ยินมาว่าจุดนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ Harry Potter ตอนใดสักตอนด้วย จากจุดนี้ ทั้งซ้ายและขวาจะเป็นสนามหญ้าและลานกว้างโอบล้อมไปด้วยตึกเรียน สนามด้านขวามือจะปลูกต้นไม้สูงสง่าอยู่ตรงกลาง เป็นสถานที่ที่ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวย แต่ถ้าได้ไปยืนจะได้ความรู้สึกว่ามันสวยมากจริงๆ...ตึกตรงนี้มี Hunterain Museum ข้างในถ่ายรูปสวย เป็นสิ่งที่คนมักไม่รู้กัน...ห้องสมุดเปิดมานานแล้ว ไม่ทันสมัยเท่าของที่ Aberdeen แต่ว่ามีคลังหนังสือที่เยอะกว่า คาดว่าน่าจะมีหนังสือทุกเล่มใน reading list ·        สำหรับ Glasgow ด้วยเหตุที่พี่ติดใจกับการอยู่แบบไม่ต้องจัดการอะไรมาก(แค่เรียนก็ต้องคิดเยอะอยู่แล้ว) พี่จึงอยู่ Unite Thurso Street อีก ข้อดีคือหอใหม่ ทำเลดีเหมือนเดิมคือติดกับมหา’ลัย ร้านอาหารแถวนั้นถือว่าอร่อยดีทีเดียว(ทำเอาน้ำหนักขึ้น) วิวสวยเพราะหอติดแม่น้ำ ใกล้พิพิธภัณฑ์ เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน ไปสนามบินก็มีรถ shuttle bus ผ่าน ส่วนภายใน flat ก็ใหม่ ผนังกันเสียง ครัวใหม่ใหญ่โต มี common room มีโต๊ะ pool ห้องอ่านหนังสือ มี TV ส่วนนอกนั้นก็เหมือนกับ Unite King Street Exchange ข้อเสียข้อเดียวคือมันติดกับผับ บางวันก็จะได้ยินเสียงดนตรีบ้าง ถ้าใครสนใจจะพักที่นี่แนะนำให้อยู่โซนที่ติดริมแม่น้ำจะได้วิวดี และเสียงรบกวนน้อย
สำหรับ University of Glasgow อย่างที่บอกไปข้างต้น การเรียนจะไม่เหมือนกับ Aberdeen จากตัวอย่างเดิมคือพี่จะเรียนคณิต สังคม วิทยาศาสตร์ และพละสี่วิชา ทั้งสองเทอมแล้วสอบรวดเดียว (ส่วนใหญ่จะเป็นสอบ 75% + essay 25%) ดังนั้นจะได้เรียนแต่ละวิชาอย่างเข้มข้นมากกว่า ลงลึก ได้ความรู้แน่นกว่า แต่การวัดผลก็ยากตามไปด้วย เพราะเราต้องเอาสิ่งที่เราเรียนรู้ไปตั้งแต่ต้นปีสะสมและทบทวนความรู้แล้วกลั่นออกมาสอบปลายปีรวดเดียว ซึ่งการสอบเองก็ยากกว่า เพราะเป็นแบบ close book เหมือนการสอบที่เมืองไทย คือไม่ให้เอาอะไรติดตัวเข้าไป ส่วนเทอมสุดท้ายจะเป็น dissertation เหมือนกัน แต่จำนวนคำมีเพิ่มขึ้นคือ 15,000 คำ...ที่มหา’ลัยนี้คนไทยไม่เยอะ จะมีคนไทยประมาณ 5 - 10 คนเท่านั้น (จากทั้งคลาส 30 คน) โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาจากยุโรปเช่น เยอรมัน มีจากประเทศจีน(ซึ่งเจอเยอะทุกที่) และอเมริกาด้วย…อาจารย์ที่สอนมาจาก Scotland, Canada และ Italy และเป็นระดับศาสตราจารย์เสียครึ่งหนึ่ง การสอนถ้าไม่นับรวมสำเนียง Glaswegian ที่อาจจะฟังยาก(แต่ฟังไปนานๆก็จะเริ่มจับทางได้) ถือว่าสอนดีมากๆ การสอนจะจี้ถามมากกว่า Aberdeen เน้นการมีส่วนร่วมมากกว่า เข้าพบอาจารย์ง่ายกว่า พี่ประทับใจในการใส่ใจ (รวมถึงความใจดี) ของอาจารย์มากๆ ดูจากตอนให้คำปรึกษา dissertation ก็มีเวลาคุยกับเราเป็นชั่วโมง มีนัดนักเรียนไปทานข้าว ฉายหนังที่เกี่ยวกับแง่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา(ที่พี่เรียน)ให้ดู"
*แมคดูเคชั่น สถาบันส่งเสริมการศึกษาต่อสก็อตแลนด์
ก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์เก่าสก็อตแลนด์ และเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยสก็อตแลนด์ทุกแห่ง ที่เดียวในประเทศไทย แมคดูเคชั่นมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นศิษย์เก่าและอดีตเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆในสก็อตแลนด์ ได้รับความสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐ นักเรียนสามารถขอรับคำแนะนำจาก McDucation โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน