Alumni Review | International Business | University of St Andrews
Scottish Universities Alumni
Ditsaya Srisattha (Maprang)
MLitt International Business
University of St Andrews
"

'' รีวิวเรียนต่อ MLitt International Business ที่ University of St Andrews ''


แนะนำตัวคร่าว ๆ
มะปราง – ปริญญาตรีจบสาขา Strategic Management and Organisation จาก Ritsumeikan Asia Pacific University ประเทศญี่ปุ่น และปริญญาโท MLitt International Business ที่ University of St Andrews ตั้งแต่จบปริญญาโทมาตอนนี้มะปรางก็ทำงานส่วน CRG ในเครือ Central Group ซึ่งตำแหน่งที่ทำอยู่ก็คือ Program Management Trainee ในฝ่ายธุรกิจด้านอาหาร (Restaurant group) ดูแลธุรกิจร้านอาหารของ Central Group แล้วก็ตัว Program Management Trainee ที่ทำอยู่คือมันจะต่างกับ Management Trainee เพราะว่ามันต้องใช้วุฒิปริญญาโท ซึ่ง Career area ของงานก็อัพมาอีกระดับหนึ่งค่ะ

ทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนที่ University of St Andrews
            เพราะว่า Ranking ของ Management School ที่ University of St Andrews สูงสุด แล้วบวกกับที่เรา concern เรื่อง ranking แล้วก็ reputation ของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก แล้วก็เรื่องคอร์สด้วย คือไหน ๆ เราก็จะไปแล้ว เราก็อยากไปมหาลัยที่ดีและดังค่ะ ส่วนเรื่องของที่ตั้งของเมืองหรือ study environment ก็มีส่วน คือเราไม่อยากไปอยู่เมืองใหญ่ ๆ ไม่ได้อยากไปอยู่ London อยู่แล้ว รวมถึงสังคมคนจีนอีก คือเราอยากได้บรรยากาศแบบเอเชียน้อยหน่อย วุ่นวายน้อยหน่อย เรียนเป็นห้องเล็ก ๆ เป็น Focus Group ไม่ได้เรียนเป็นห้อง Lecture ใหญ่ ๆ ค่ะ นี่คือสิ่งที่ concern

เหตุผลที่เลือกเรียนสาขา International Business ในฐานะที่เรียนจบด้าน Business มาแล้ว
            จริง ๆ ด้วยความที่จบปริญญาตรี Management มาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อโทด้านไหน มันก็เลยแบบว่าต้อง specialize ลงไปอีก และด้วยความที่จบ Strategic Management ซึ่งเป็นแนวกลยุทธ์มา มันเลยต้องเจาะไปว่า แล้วกลยุทธ์เราจะไปทางไหน ก็เลยต้องมองกลับมาอีกที่ว่าเราอยากทำงานกับบริษัทแบบไหน ซึ่งเราอยากทำงานกับบริษัทต่างชาติ ทำธุรกิจข้ามประเทศ มาก็เลยไปลงตัวที่คอร์ส International Business เนื่องจากว่าเราไม่ได้โฟกัสในเรื่องของการตลาดและ Economics เราก็เลยจะมองเป็นเรื่องของกลยุทธ์ต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ แล้วสิ่งที่ถูกใจใน St Andrews คือมันจะมี optional module คือให้เราเลือกเองได้ ซึ่งมันจะเลือกของ major ไหนก็ได้ จะเรียน Finance หรือ Marketing ก็ได้ ซึ่งมันมี Core module 4 อัน Optional อีก 2 อัน แล้วคือเราสามารถเลือกได้หมดเลยตรงนี้ว่าเราจะไปโฟกัสด้านไหน

ตอนที่เรียน ชอบวิชาอะไรที่สุด
               ตอนเทอมหนึ่งกับเทอมสองจะชอบตัววิชา Core Module ชื่อ Contemporary Issues in Management และ Contemporary Consensual Issue เพราะว่าเราได้เรียนตัว Lecture ที่ต่างกันทุก ๆ สัปดาห์ คือทุกอาทิตย์เขาจะเชิญ lecturer แบบที่มี key focus ในแต่ละ major อื่น ๆ อย่างเช่นวันนี้เราจะพูดเกี่ยวกับปัญหาเรื่อง Technological transformation เขาก็จะเชิญครูที่โฟกัสด้านนี้เข้ามาพูด ถ้าวันนี้เราจะพูดเรื่อง Economics เขาก็จะเชิญอีกคนที่โฟกัสด้านนี้มาพูด ซึ่งทุก ๆ วัน มันก็ตรงกับชื่อ class ว่า Contemporary Global Issue เพราะเราไม่สามารถเรียนจากคน ๆ เดียวในทุกมุมมอง เราได้มองปัญหาจากทุก ๆ มุมโลกได้ ซึ่งวิชานี้จะมี coordinator เป็นครูคนที่สอนใน class แรกกับ class สุดท้าย เขาจะจัดตารางให้ครูที่เป็น specialize ในวิชานั้น ๆ เข้ามาสอน ซึ่งเป็นอาจารย์เหล่านี้อยู่ใน St Andrews อยู่แล้วนะคะ มีเรียนกับ guest speaker ด้วย แล้วแต่ topic และจังหวะ ตอนนั้นโชคดีมากที่ได้คนที่อยู่ด้าน crisis management ของ Cambridge Analytica มาเป็น guest speaker ซึ่งตอนนั้นเรากำลังพูดถึงปัญหาของเทคโนโลยี Information Technology, Data liquidity, เรื่อง Facebook กับ Trump ฯลฯ พอดี คือได้ประสบการณ์ตรงจากคนที่เขา manage crisis ณ ตอนนั้นเลย เลยรู้สึกว่า นี่แหละคือเหตุผลที่เราเลือกมหาลัยที่มี education ที่ดี มี environment ที่ดี ซึ่งการสอนแต่ละเทอมจะไม่เหมือนกัน เขาจะปรับทุกปี



ลักษณะการเรียนการสอนที่
St Andrews เป็นยังไงบ้าง
            ด้วยความที่มันเป็น class ปริญญาโทด้วย ก็จะประมาณครึ่ง… หรืออาจไม่ถึงครึ่งนะ ประมาณ 30% แรกจะเป็นแนว lecture ปูพื้นให้ ถ้าคนที่ไม่มี Basis ของ Management School มาเลย เขาก็จะไปเรียนเป็น Major Management แทน พอคนที่เรียน IB (International Business) ส่วนใหญ่ก็คือเคยทำงานกันมาก่อนแล้วหรือว่าจบ Business มา มันก็เลยไม่ต้องปูพื้นฐานขนาดนั้น มันคือ concept เก่าที่เราเคยเรียนมาแล้ว แต่มันเจาะลึกลงไปในด้านนั้น ๆ อย่างเช่น class ของสาขา International Business เราไม่ได้มาคุย concept ด้าน management เหมือนเดิมแล้ว แต่เราจะเอาสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วมาต่อยอดเข้าไปใน case ของ International Business มันก็มีความ Theoretical มันก็คงไม่เข้มข้นเท่า MBA บางคนอาจจะตั้งความหวังว่ามันอาจจะเข้มข้นเท่า MBA มั้ย มะปรางว่ามันแทนกันไม่ได้ ระหว่างคอร์สหนึ่งปีของ MLitt กับ MBA ที่อาจจะเรียนหลายปีกว่าค่ะ แต่มันก็เทียบกันไม่ได้แหละค่ะ แต่ถ้าถามว่าที่มันดีมากกว่าก็น่าจะตรงคนในคลาส การ discussion จากที่เราได้ในคลาส ตัวเนื้อหาวิชาเอาจริง ๆ ด้วยความที่มะปรางเรียนปริญญาตรีมาแล้ว มันก็แอบเหมือนเดิมนิดนึง อาจจะลึกลงไปบ้าง แต่ที่เปลี่ยนคือมุมมองของคนที่มอง theory นั้น ๆ เพราะว่ามันจะเป็นคนที่ทำงานจริง ๆ มานั่งอยู่ในคลาส อีกอย่างคือเปลี่ยนมุมมองในมุมมองที่เราไม่เคยมอง UK มาก่อน คือเราเรียนจบมาจากญี่ปุ่น เคสที่เรามองหลัก ๆ ก็จะมีแค่อเมริกากับจีน แล้วก็เอเชียเป็นหลัก เราก็จะดู base หลัก ๆ แค่สองlk,มุมนี้ แต่พอมาอยู่ UK ปุ๊ป ทุกอย่างมาอยู่ในส่วนของ European หมดเลย ด้วยความที่ว่า majority ของคนในคลาสเป็น European 70% มันก็จะแนวเป็น European focus มากไปหน่อยในบางครั้ง
ส่วนพวก assignment อย่าง group work เยอะค่ะ ทุก ๆ วิชาทำงานเป็น group วิธีคิดคะแนนก็คล้าย ๆ กันหมดค่ะ ก็จะมี group work, สอบ แล้วก็ individual essay สอบก็น่าจะ 50% แล้ว group work ก็น่าจะครึ่ง ๆ แบบ 25% 25 % แล้วแต่ weight ของงาน แล้วแต่ skill ของงาน บางวิชาก็ 30 + group work 20 หรือถ้ามี group work เยอะมากกว่า 1 งานก็แบ่งย่อยไปอีกค่ะ
            Group work ของ ตัว core module เทอมแรกจัดกลุ่มมาให้ค่ะ เขาจะเรียกว่า Active learning group ซึ่งก็คือให้มาเลย แล้วเขาก็จะพยายามคละแต่ละที่มาให้แล้ว แต่พวก optional module ก็ไปจับกลุ่มกันเองในคลาส ซึ่ง optional เราไปลงที่นู่นเลย เราไม่ได้เลือกไปก่อน แล้วเรียนไปอาทิตย์หนึ่งแล้วถ้าเกิดเราเข้าเรียนแล้วไม่ชอบก็เปลี่ยนได้อีก แต่ใช้สิทธิ์เปลี่ยนได้แค่ครั้งเดียวนะคะ แล้วก็ตอนเทอมสองตัว core module เขาก็จะให้จับกลุ่มเอง แล้วทีนี้ก็เลือกได้ว่าเราจะอยู่กลุ่มเดิมกับเพื่อนที่เราเคยทำงานเทอมแรกมั้ย ซึ่งของมะปรางเลือกอยู่กลุ่มเดิม คือบอกไว้ก่อนเลยว่ากลุ่มมะปรางไม่ใช่กลุ่มที่ดีที่สุด แต่เราก็เลือกที่จะอยู่กลุ่มเดิม คือเราทำงานมาด้วยกัน 6 เดือนแล้วค่ะ เราก็รู้แล้วว่าคนนี้เป็นยังไง สุดท้ายก็คือเลือกที่จะอยู่กลุ่มเดิม แต่ก็ยังจะคละ ๆ กันไปบ้าง คือคละกันกลุ่มหนึ่งมี 4-5 คน  สัญชาติต่างกันหมดเลยค่ะ ด้วยความที่เยอรมันเยอะสุด คนเยอรมันก็จะมีประมาณกลุ่มละ 2 คนทุกกลุ่ม ในกลุ่มของมะปรางมีเยอรมัน 1 คน อังกฤษ 1 คน มะปรางคนไทย 1 คน คนอินเดีย 1 คน แล้วก็เวียดนามสัญชาติเยอรมัน 1 คน ก็จะคละๆกันไป



เพื่อน ๆ ในสาขามีกี่คน ส่วนใหญ่มาจากที่ไหนกันบ้าง

               น่าจะ 52 คนนะคะ มีคนจีนใน IB แค่สองคน คนฮ่องกงหนึ่งคน แล้วก็มีคนไทยแค่สองคน ก็คือเอเชียน้อยมาก นั่นเป็นสิ่งที่เรามองหา แล้วมันก็ตอบโจทย์เราเลย

บรรยากาศในห้องเรียนเป็นยังไงบ้าง
               ในห้องเรียนที่ St Andrews จะเป็นโต๊ะกลม ทุกคนนั่งหันหน้าเข้าหากันด้วย nature ของ class layout มันไม่ใช่ห้อง lecture ที่นั่งเป็นแถว ๆ หันหน้าเข้าหากระดาน คือเขาสร้างมาให้เป็นมาแบบนี้เลย เพื่อให้เรานั่งหันหน้าเข้าหากันคุยกัน เพราะเขามองมาแล้วว่าคลาสของปริญญาโท majority จะต้องเป็น discussion ก็เลยวางโต๊ะกลมไว้ แล้วรอบ ๆ ห้องก็จะเป็นจอทีวีแขวนอยู่รอบห้อง มีสไลด์อันใหญ่ด้วย เท่ากับว่าไม่ว่าจะนั่งหันหน้าไปทางไหน คุณก็สามารถเห็นจอได้

อาจารย์เป็นยังไงบ้าง ตัดเกรดโหดมั้ย
            อาจารย์ทุกท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดเลย เก่งมาก น่ารักมาก โปรไฟล์แต่ละคนคือหรูหรามาก ซึ่งทุกคนจบปริญญาเอกมาทั้งหมด แล้วก็จะมี research project ของตัวเองด้วย แล้วก็มาจากหลาย ๆ ชาติค่ะ เรื่องตัดเกรดก็ค่อนข้างโหดค่ะ ด้วยความที่ว่าอาจจะมี expectation ด้วยแหละ มันจะต้อง critical thinking มากกว่าตอนเราเรียนปริญญาตรี เพราะตอนนั้นที่เราทำ report เราจะต้องหาข้อมูลเอามาร้อยเรียงแล้วก็สรุป แต่อันนี้มันไม่ใช่แค่อ่าน คือเขาจะเน้นคำว่า “Critical analysis” ตลอดเวลา ซึ่งตอนเราเขาไป 2 เดือนแรกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแค่ไหนเรียกว่า critical แค่ไหนเรียก reflective คือเหมือนเราตั้งคำถามกับข้อมูลที่เราถืออยู่ เราไม่รู้ว่าคำถามที่เราถามอยู่มัน critical พอมั้ย ซึ่งคนเอเชีย เทอมแรกจะเกรดไม่ดี แต่มะปรางได้เกรดกลาง ๆ คือของ Scotland เกรดเต็มมันจะ 20 เนอะ ซึ่งมะปรางเกรดกลาง ๆ คือได้ 15 ซึ่งก็เกาะกลุ่มเพื่อนฝรั่ง แต่ว่าเพื่อน ๆ เอเชียคนอื่นจะดรอปหน่อย ได้ประมาณ 11-13 ประมาณนี้นะคะ อาจจะเพราะด้วยความที่มะปรางเรียนเมืองนอกมาก่อนด้วย บวกกับความที่เราชอบเขียน report ด้วยมันก็เลยถนัดด้วย ก็เลยได้คะแนนเยอะหน่อย



ต้องปรับตัวเยอะมั้ย เพราะว่ารูปแบบการเรียนของที่เอเชียกับ
UK ต่างกัน
            มันก็ใช่นะคะ อย่างคนไทยหรือคนจีนก็จะไม่ค่อยตอบคำถามในห้องเรียน ไม่ค่อยยกมือตอบ แล้วก็ไม่ค่อยถามคำถามด้วย แล้วเราก็จะเป็นกลุ่มคนที่นั่งเงียบๆ หน่อย แต่ว่าอาจารย์ก็ไม่ว่านะคะที่ไม่ได้ตอบคำถาม แต่เขาจะบอกว่า มีใครจะตอบคำถามจากมุมมอง  developing country หรือ emerging market มั้ย เราพูดแต่ในมุมของยุโรป เราไม่ได้พูดในมุมของอเมริกาหรือเอเชียเลย เพราะฉะนั้นคุณมีอะไรจะเสริมมั้ย ฯลฯ เราก็จะ... คือเราไม่รู้ ซึ่งเขาก็เคยถามนะ มะปรางก็ตอบไปว่า พูดจริง ๆ นะ ตอบไม่ได้ แต่บอกเขาไปว่าจะหาคำตอบมาให้ในคาบหน้า จะไปหาข้อมูลมาก่อน แล้วมะปรางก็โน้ตคำถามไว้แล้วไปหาข้อมูลมาตอบเขาทีหลัง ซึ่งเขาก็โอเค เขาก็บอกว่างั้นคาบหน้าคุณตอบก่อนเลยนะ เขาก็ support สไตล์ฝรั่งอะค่ะ แบบอยากพูดอะไรก็พูด

อาจารย์เข้าหาง่ายมั้ย
            เข้าหาง่ายพอสมควรค่ะ ก็คือส่งอีเมลไปหาก็ได้เลย

Dissertation ยากมั้ย ต้องเขียนกี่คำ ทำเป็นแบบเดี่ยวหรือทำเป็นกลุ่ม
            15,000 คำค่ะ ซึ่งมะปรางทำเดี่ยวนะคะ แต่จริง ๆ เราสามารถเลือกได้นะ ถ้าเราปิ๊งกับคนไหนที่จะทำเป็นกลุ่มเขาก็จะให้ระบุชัดเจนว่า part ไหนคนไหนเขียน part ไหนเป็นกลุ่ม แล้วเราก็จะโดน weigh คะแนนของทั้งเล่มแล้วก็ part ของเราเอง และมันก็จะออกมาเป็นคะแนน final ของเรา ถามว่ายากมั้ย จริง ๆ มันขึ้นอยู่กับ topic ของเราด้วย ซึ่งเขาจะให้เราเขียน proposal ไปก่อน แล้วเขาจะเอา topic และ proposal ของเราไปนั่งคุยกับอาจารย์ท่านอื่นปรึกษากันว่า เด็กคนนี้จะทำเรื่องนี้คนไหนอยาก support เด็กเรื่องนี้ ก็กลายเป็นว่าเราก็เลือกครูได้นะ ถ้าเราอยากให้คนนี้เป็น supervisor เราก็เขียนชื่อไป แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเราเลือกเขาด้วย เขาเลือกเราด้วย แต่เราขอเปลี่ยน supervisor ไม่ได้ เพราะว่าเขาเลือกมาแล้วว่าครูคนนี้พร้อมที่จะ support ใน topic ของเรา ซึ่งมะปรางโชคดีเพราะครูมะปรางไม่กดดัน แล้วก็ใจดี แล้วก็จะนัดทุกเดือน เดือนละครั้งหรือประมาณ 2-3 อาทิตย์ครั้ง อันนี้ก็แล้วแต่เราจะจัดตารางเวลากับครูของเราอีกที่หนึ่งค่ะ เขาก็จะนัดเราไปคุยว่า scope ของเราไปถึงไหนแล้ว แล้วเขาก็จะช่วยซึ่งมันจะมี 4-5 ครั้งหลัก ๆ ซึ่งเขาจะอ่านให้แค่ 3 ครั้ง คือ maximum แค่ 3 part หลังจากนั้น เขาก็ไม่ช่วยแก้ไข เขาจะบอกเป็น feedback มา ซึ่งช่วงนั้นจะเป็น 3 เดือนที่ไม่มีอะไรเลย ทุกคนสามารถจัดเวลาได้ด้วยตัวเอง เพื่อนส่วนหนึ่งคือไปเที่ยวก่อน 1 เดือนก็กลับมาทำ 2 เดือนก็มี แล้วแต่บางคนไปค่ะ

มหาวิทยาลัยมี service ช่วยหาที่ฝึกงาน หรือว่าจัดให้ทำ project กับบริษัทมั้ย
            เขาก็จะมีพวก guest speaker ซึ่งเขาก็จะบอกว่าตอนจบใครอยากไปทำงานกับเขาก็ส่งอีเมลมานะ แต่ถามว่ามหาวิทยาลัยช่วยขนาดนั้นมั้ย ก็ต้องเป็นเราที่ reach out ออกไปเอง ด้วยความที่ปีมะปรางจบมันไม่ได้มี Working visa รองรับเหมือนปีนี้ ซึ่งปีนี้มันมีให้เลย 2 ปี ปีของมะปรางพอมันเป็น International student ก็เลยต้องไขว้คว้าเอาเอง แต่มันก็มี service พวก Career guidance คือมีให้ไปคุยถ้าเราอยากไป ช่วยเขียน resume ได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไขว่คว้าเอง
            เท่าที่เห็นก็ไม่มีในแง่ของความสัมพันธ์กับภคธุรกิจขนาดนั้น แต่ว่ามีเพื่อนไปทำ intern กับ guest speaker ก็มีค่ะ ก็คือ guest speaker จะเข้ามาเขาก็จะบอกว่าอยากทำ project แบบนี้ ๆ นะ ใครสนใจก็ติดต่อมาได้ ประมาณนี้ค่ะ

ระหว่างที่เรียนมีได้ connection หรือ job offer ด้วยมั้ย
            ของมะปรางไม่มี offer งาน ด้วยความที่ไม่ได้หางานที่ต่างประเทศด้วย ก็ไม่เชิงว่าไม่หาขนาดนั้นนะคะ คือหาในยุโรปด้วย แต่มันก็จะมีในเรื่องของ Working visa มีที่ที่ได้สัมภาษณ์ 2-3 รอบแล้ว แล้วสุดท้ายเขาก็ถามว่ามี Working visa มั้ยซึ่งไม่มี ก็ hold ไป คือใจคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่ได้งานอาจจะเพราะวีซ่า แต่ถ้าคิดในโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจจะไม่ดีพอก็ได้ แต่สุดท้ายนี้ก็กลับมาหางานที่ไทยแหละค่ะ

สิ่งที่คิดไว้ก่อนไปเรียน กับสิ่งที่เจอจริง ๆ ระหว่างเรียนที่ St Andrews ?
            ตัววิชาเองก็คือต่างนิดหน่อย เรามองว่าแบบด้วย Ranking เขาสูงมากเลย ดูเป็น No. 1 เราก็คิดว่าจะเข้มข้น โหดร้าย แต่พอได้ไปเรียนมันไม่ได้ขนาดนั้น ทุกคนน่ารักกว่าที่คิด ช่วยเหลือกันมากกว่าที่คิด คนยุโรปที่เจอ คนที่เหยียดแต่ก็ไม่ได้แสดงว่าเหยียด มันก็จะอยู่ในการแสดงคำพูดมันก็มี มันก็อยู่ที่เราว่าแบบเลือกที่จะรับเลือกที่จะปรับตัว แล้วอีกอย่างคือคน Scotland น่ารักมาก ถ้าให้เลือกใหม่ก็จะเลือกที่จะไปที่ St Andrews เหมือนเดิม



หลังจากที่จบมาแล้ว ความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาจากการไปเรียนที่นี่ คิดว่ามีประโยชน์ต่อการทำงานยังไงบ้าง

            ก็มีในส่วนของ Critical thinking นี้แหละค่ะ ที่ย้ำเน้นนักหนา มีส่วนในการหาข้อมูลแล้วย่อยข้อมูลออกมา แบบเป็นการคิดแบบ critically ได้ มะปรางบอกก่อนว่ามะปรางจบมาในเชิงนั้นอยู่แล้ว เราไม่ได้จะบอกว่าคลาสนั้น content มันเข้มข้นขนาดนั้น มันค่อนข้างเป็น case studies แล้วเราก็ไม่ได้มี theory หรือ tools ใหม่กว่าจากที่เราเรียนมาจากตอนปริญญาตรี มะปรางก็ไม่ได้มองว่ามันแปลกใหม่ขนาดนั้น สำหรับเด็กที่จบ Management มาแล้ว แต่ว่าเราจะได้วิธีการคิดใหม่ ๆ จากครูจากเพื่อน วิธีคิดที่เราไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน ไม่เคยมองปัญหาแบบนี้มาก่อน ซึ่งอะไรพวกนี้ต่อให้ไม่ต้องเป็น St Andrews มันก็ต้องได้อะค่ะ ถ้าเราเรียนรู้จากคนรอบตัวมากพอ แต่ด้วยความที่คนรอบตัวเราที่ St Andrews เก่งมาก มะปรางเลยมองว่ามันเป็นข้อดีที่ทำให้ learning curve เราพุ่ง เพราะว่าด้วย St Andrews ดังมากในยุโรป เด็กที่เขาคัดมาก็คือเก่งมาก คนอังกฤษ คนเยอรมันที่มาเรียนที่นี่คือเก่งมาก สิ่งเหล่านี้จากผู้คนรอบตัวทำให้คิดว่ามีประโยชน์มากในโลกของธุรกิจ คือสำหรับมะปรางเรื่องเนื้อหาอาจจะไม่ได้ขนาดนั้น แต่ได้จากประสบการณ์มากกว่า เทียบกับเพื่อนอีกคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานมา เขาก็บอกว่าได้อะไรเยอะ ได้เรียนรู้เยอะ ในเรื่องของ theory, การบริหาร ฯลฯ เขาก็อาจจะได้รับในสิ่งที่แตกต่างจากเรา เพราะพื้นฐานมันไม่เหมือนกันด้วย

ความประทับใจที่มีต่อ St Andrews
               ชอบมาก ชอบมาก ๆ ชอบมากที่สุด บรรยากาศดีมาก อากาศดีมาก เมืองน่ารักมาก มันเป็นเมืองเล็กที่ไม่มีตึกระฟ้า แบบ No skyscrapers เลย ก็คืออยู่ตรงไหนในเมืองก็สามารถมองเห็นท้องฟ้ากับทะเลได้ ผู้คนน่ารัก เครียดก็มาเดินเล่นทะเล คนออกมาเดินเล่นทะเลกันหมด คืออากาศมันไม่ร้อน ผู้คนก็น่ารักมาก อีกสิ่งหนึ่งที่เขาเรียก St Andrews กัน เขาเรียกว่า “Bubble” เป็นฟองสบู่ ก็คือ มันเป็นเมืองที่แยกออกมา สถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดก็คือต้องนั่งรถบัสต่อมาอีก 15 นาที เพราะฉะนั้นมันจะเหมือนเป็นเป็นฟองสบู่อยู่ตรงชายทะเล จะเข้าจะออกก็ไม่ได้ง่าย ไม่มีใครเข้าออกบ่อย ๆ แล้วมันก็จะเป็นเมืองมหาลัย เหมือนเราเดินเล่นในแคมปัสที่เป็นเมือง คือเราไปเมืองไหนก็จะมีแต่คนรู้จัก ไปไหนก็มีเพื่อน

สังคมคนไทยที่ St Andrews เป็นยังไงบ้าง
            ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกน่าจะมีประมาณ 25 คนค่ะ ด้วยความที่มันเป็นเมืองเล็ก ก็ได้เจอกันบ่อย มีเป็นชมรม Thai Society ด้วย ก็คือในชมรมครึ่งหนึ่งก็เป็นคนจีนแหละ เพราะว่า Chinese Society มันใหญ่ไป แล้วก็ในชมรมมันไม่ได้มีแค่คนไทย มีฝรั่งแล้วก็ต่างสัญชาติอื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็จะมีจัดกิจกรรมทุกเดือน มะปรางก็ไปร่วมด้วยเพราะน้องคนที่สนิทเขาเป็น President เลยได้รู้จักเด็กปริญญาตรีที่เขาเรียนอีกสาขาหนึ่งด้วย ก็สนุกดีค่ะ กิจกรรมก็จะมีพวกทำกับข้าว เล่นเกมกัน เล่นบอร์ดเกม อะไรอย่างนี้ค่ะ

Facility ของมหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้าง
            ห้องสมุดโมเดิร์นดีค่ะ คอมดี เปิดถึงตีสอง แล้วก็จะมี night bus มีตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 2 วิ่งรอบเมือง เป็นรถของมหาวิทยาลัย คือจากห้องสมุดไปได้ทั้งเมือง จริง ๆ ห้องสมุดก็เหมือนเป็นที่ hangout อีกที่หนึ่ง เหมือนจุดแวะพักเลยค่ะ มะปรางก็ไปห้องสมุดเกือบทุกวัน แล้วก็ gym ที่นี่คือสุดยอดมาก ๆ จ่ายทั้งปี 200 ปอนด์มีทุกอย่าง แม้กระทั่งคอร์ตเทนนิส คอร์ตแบดมินตัน ฯลฯ ไม่มีแค่สระว่ายน้ำอย่างเดียวเพราะมันหนาวนี่แหละ มีพวกปีนเขา ยูโด บาสเก็ตบอล มีหมดในนั้นเลยค่ะ ในทุก ๆ ตึกของแต่ละ faculty ก็จะมีห้องสมุดขนาดย่อม ๆ ให้ด้วย มีห้องคอมขนาดย่อย ๆ ให้อยู่แล้วในที่ประชุมด้วยค่ะ



St Andrews
ติดอันดับต้น ๆ ทางด้าน Student Satisfaction น้องมะปรางเห็นด้วยกับ fact นี้มั้ย
            เห็นด้วยอย่างมากค่ะ คือไม่แปลกใจเลย ด้วยความที่ nature ของเด็กหรือ student association group หรือวิธีที่ครูคุยกับเด็ก เด็กคุยกับครู ก็รู้สึกได้นะว่ามัน happy มันไม่ห่างเหิน เพราะเมืองมันมีแค่นี้ เราอยู่ใน bubble ไม่เหมือนอย่างเวลาที่เราเรียนสยามแต่บ้านอยู่นนทบุรี พอ 5โมงก็ต้องกลับบ้านแล้ว เพื่อที่จะไปถึงบ้านกินข้าวเย็นกับพ่อแม่ แต่ที่นี่คือไม่มีพ่อแม่ ต่างคนต่างอยู่ตึกเดียวกัน เจอกันตลอดทั้งวัน ห่างกันแค่ตอนนอนอย่าง มันไม่ห่างเหินกันเลย ก็เลยสนุก

เคยเจอเหตุการณ์แปลก ๆ มั้ย เช่น โดนขโมยกระเป๋า ฯลฯ
            ไม่เคยเลย เป็นเมืองที่ปลอดภัยสุด ๆ ด้วยความที่มันเป็นเมืองคนรวย เป็นเมืองท่องเที่ยวของอังกฤษ ก็เลยไม่มีอาชญกรรมเลย แต่เคยมีครั้งหนึ่งมีข่าวว่ามีคนถูกทำร้ายตอนตี 2 ตรงเส้นทางในส่วนนี้ มีข่าวแบบนี้ออกมา แล้วเด็กรุ่นน้องปริญญาตรีที่เรียนอยู่ ก็บอกว่าไม่มีทาง เดี๋ยวรอสอบสวนเสร็จเนี่ยเขาก็จะบอกว่าไม่จริง แล้วสุดท้ายก็คือสืบสวนแล้วมันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องระวังตัว แต่หมายความว่าพ่อแม่ไม่ต้องห่วงเราขนาดนั้นก็ได้

เพื่อนๆ ที่จบสาขานี้พร้อมน้องมะปราง ตอนนี้ทำงานแนวไหนกันบ้าง
            สไตล์เดียวกันอ่ะค่ะพวก Consult, Management Trainee พุ่งไปด้านนี้หมด เด็กรุ่นมะปรางก็จะมีภาพในหัวขององค์กรที่ใกล้เคียงกัน อยากทำงานกับองค์กรต่างชาติ อยากเป็นผู้จัดการให้เร็วที่สุดทำนองนี้

มีแนวจะพัฒนาไปต่อทางด้านไหน เช่น ต่อปริญญาเอก หรือ MBA
            ส่วนตัวมองว่าถ้าวันหนึ่งเราทำงานไปแล้วเกิดอยากมีการเรียนรู้ใหม่ ๆ และ MBA ตอบโจทย์นั้นเราก็จะไปเรียน MBA แต่มันก็ใช้เงินเยอะเหมือนกันแต่เรามองว่าเราสามารถเรียนรู้ในองค์กรของเราได้ หัวหน้าเราก็เก่ง มะปรางก็คิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนต่อป.เอก แต่ถ้าวันหนึ่งอย่างที่บอกว่าอยากเพิ่มศักยภาพก็อาจจะไปเรียนต่อ

คอร์ส International Business เหมาะกับใครบ้าง อยากจะฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่สนใจจะเรียนที่นี่มั้ย
               จริง ๆ มะปรางมองว่าคนที่จะมาเรียนควรจะจบบริหารมา แต่จะเป็นในแง่ของการที่เรียนมาแล้วในทุก ๆ ด้านของบริหาร เช่น เคยเรียนบัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือการตลาดมาแล้ว และรู้แล้วว่าไม่ใช่ทาง คือถ้าไม่เรียนบริหารมาเรียนก็แนะนำเรียนสาขา Management แทน เพราะว่าคอร์ส Management เขารวมมาให้หมดแล้ว แต่อย่างมะปรางคือเรียนมาหมดแล้ว และบัญชีไม่ใช่ทางของมะปราง มะปรางไม่ได้อยากไปทางนั้น คือมะปรางมั่นใจว่ามะปรางอยากไปต่อในเส้นทางของสายการบริหารแบบไม่ใช่บัญชี คือเราไม่ต้อง explore คลาสอื่น ๆ ของบริหารแล้ว โอเค เราก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้อยากจะ specialize ทางด้านนั้น ถามว่าเราต้องรู้มั้ย ก็ต้องรู้ ทุกคนที่อยากทำธุรกิจคือต้องอ่านตารางชีทเป็น ต้องทำบัญชีได้ ถ้าเกิดยังทำตรงนี้ไม่ได้แนะนำให้เรียน Management เพราะมันจะปูพื้นที่มันจะทำให้คุณเป็นผู้บริหาร ผู้จัดการได้ แต่ถ้าเคยเรียนมาแล้วอย่างมะปรางเคยเรียน บัญชี 101 มาแล้วก็คือ เอ้อ รู้แค่นี้พอแหละ ไม่ได้อยากไปต่อด้านนี้ ไม่ได้อยากเก่ง finance เราก็เลือกที่จะมาโฟกัสในส่วนของกลยุทธ์แทน มันอาจจะไม่ได้ใหม่มากแต่มันก็เปิดโลกใหม่มาก มันพาคุณไปที่จุดที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นโชคดีที่ได้มาจากเพื่อนในห้องหรือสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ
            มะปรางขอยืนยันเลยค่ะว่าไปที่นี่ไม่เหงาแน่นอน สนุกมาก แต่ถ้า nature ของน้องชอบเมืองใหญ่ ชอบแสงสีเสียง ก็ไปตามแนวของตัวเองดีกว่า แต่ถ้าอยู่เมืองใหญ่เหงาแน่นอน เพราะทุกคนต้องกลับบ้าน ใช้เวลาในการเดินทางด้วย ต้องเผื่อเวลา แต่ที่นี่คืออยู่ไปถึงเช้าได้เลยจ้า! อย่างที่บอกไปว่าเมืองเป็นแบบแคมปัสมีทุกอย่างที่คุณต้องการแน่ ๆ


สำหรับน้องๆที่สนใจเรียนต่อด้าน International Business หรือสมัครเรียนที่ University of St Andrews สามารถลงทะเบียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้เลยค่ะ"

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


*แมคดูเคชั่น สถาบันส่งเสริมการศึกษาต่อสก็อตแลนด์
ก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์เก่าสก็อตแลนด์ และเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยสก็อตแลนด์ทุกแห่ง ที่เดียวในประเทศไทย แมคดูเคชั่นมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นศิษย์เก่าและอดีตเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆในสก็อตแลนด์ ได้รับความสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐ นักเรียนสามารถขอรับคำแนะนำจาก McDucation โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน