Alumni Review | International Marketing | University of Strathclyde
Scottish Universities Alumni
Nichakan Luengwatthanakit (Mew)
MSc International Marketing
University of Strathclyde
"

'' รีวิวเรียนต่อ MSc International Marketing ที่ University of Strathclyde ''
 แนะนำตัวคร่าว ๆ
สวัสดีคะชื่อ Nichakan Luengwatthanakit (Mew มิว) นะคะ เรียนจบคอร์ส MSc International Marketing ที่ University of Strathclyde ค่ะ

หลังจากที่เรียนจบมาแล้ว ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่คะ
  • มิว – จบปริญญาตรีสาขา Marketing จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท MSc International Marketing จาก University of Strathclyde ปัจจุบันทำงานเป็น Business Development ของบริษัท Dplus Intertrade ที่เขาขายเกี่ยวกับฟิล์มกันรอย FOCUS ค่ะ หลัก ๆ ที่มิวดูแลจะเกี่ยวกับสายการตลาดในต่างประเทศ เช่น นำสินค้าที่มีไปขายต่อที่ต่างประเทศ

ตอนที่ไปเรียน ทำไมถึงเลือก Strathclyde
  • มิวเคยลอง search ดูรีวิวของ Strathclyde ใน Google และได้มางานที่ทาง McDucation จัดให้สัมภาษณ์กับทางมหาวิทยาลัย มิวได้ offer เลยค่ะ มิวเลยกลับมา search หาข้อมูลเพิ่มเติมอีก ตอนนั้น ranking ด้าน Marketing ของ Strathclyde อยู่อันดับ 2 รองจาก Bath แต่ดูคอร์สเรียนที่ Bath แล้วมันไม่ค่อยตรงกับความต้องการของมิว มิวเลยเลือก Strathclyde ค่ะ

คอร์ส International Marketing ของ Strathclyde ตอบโจทย์เราในแง่ไหนบ้างคะ
  • มิวจบ Marketing มาอยู่แล้ว รู้สึกชอบก็เลยอยากเรียนต่อ Marketing ค่ะ แต่มิวก็อยากเรียนแบบที่มัน specific ลงไปอีก ตอนแรกมิวดู Strategic Marketing อย่างเดียว มิวได้ offer ของมหาวิทยาลัยอื่น แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของเมือง มิวไม่น่าจะอยู่ได้ ก็เลยหาที่อื่นเพิ่ม พอได้ไปสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยของ Strathclyde เขาถามเราเกี่ยวกับเป้าหมายหลังจากเราจบปริญญาโท ว่าอยากทำอะไร เราตอบว่าอยากทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ ที่เป็นองค์กรที่แบบ Global เพราะอยากติดต่องานกับต่างประเทศ เขาก็แนะนำเป็น International Marketing เลยรู้สึกว่ามันน่าจะตอบโจทย์เราค่ะ

ชอบเรียนวิชาอะไรที่สุด เพราะอะไรคะ
  • Cross-Cultural Buyer Behaviour - เป็นวิชาเกี่ยวกับ customer behaviour ซึ่งเราชอบเนื้อหาแนวนี้อยู่แล้ว และ professor วิชานี้ก็สอนดี มันสนุก สอนแล้วเราเข้าใจเนื้อหาค่ะ รู้สึกว่าการสอนในห้องของ class นี้มัน interactive มากกว่า class อื่น เพราะเขา encourage ให้นักเรียนพูดโต้ตอบด้วย
  • Sector Studies - เป็นวิชาเลือกที่ให้เราเลือกไปเรียนที่สเปนหรืออิตาลีได้ค่ะ ซึ่งมิวเลือกไปอิตาลี ประทับใจตรงที่ได้ไปเที่ยวด้วย ตอนนั้นได้ไปเรียนที่เมืองเวนิส รู้สึกชอบหนึ่งในเนื้อหาที่เขาสอนเกี่ยวกับ history ของเวนิส เขาพาเราไปในสถานที่จริงพร้อมทั้งอธิบายไปด้วย ทำให้เราได้เห็นเวนิสในมุมที่ tourist ไม่ได้เห็นในมุมมองนี้ รู้สึกว่าเราได้ explore ที่นั่นในอีกมุมหนึ่ง เขาสามารถเชื่อมโยงพวก history นั้นมาในเรื่องการทำ branding ได้ค่ะ ถ้าเป็นวิชานี้ใคร ๆ ก็ลงได้นะคะ แต่เขาจำกัดจำนวน พอเราลงชื่อไปแล้วเขาจะ random อีกทีว่าเราจะได้ไปมั้ย เราสามารถเลือกประเทศได้ โดยมีจำกัดให้ไปประเทศละ 20 คน วิชานี้ไปตอนเทอมสองนะคะ ไปนานอาทิตย์นึง ซึ่งเขาหาที่พักและเตรียมเรื่องการเดินทางให้ทุกอย่าง แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตอนนั้นจ่ายเพิ่มประมาณ £500 ค่ะ คือเราไปเรียนแค่วิชานี้นะคะ เรียนในมหาวิทยาลัยหนึ่งในอิตาลี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ทาง Strathclyde เขา corporate ด้วย คอร์สนี้เรียน 5 วันจบ ซึ่งการเรียนมันจะอัดแน่นมาก ๆ ค่อนข้างเหนื่อย แต่ก็สนุกนะคะ บางวันเป็น lecture ครึ่งวัน แล้วพาไปดู museum ครึ่งวัน หรือบางวันเขาจะพาไปดูบริษัท luxury brand ของเวนิสเลย โดยให้เจ้าของ brand พูดบรรยายความเป็นมาของ brand และเล่าว่าทำยังไงให้ brand มาถึงจุดนี้ได้ ถือเป็นเป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ หลังจากนั้นก็มี project เขาจะให้เลือก luxury brand ของเวนิสมา 1 อันแล้วให้เรา present ว่าเราจะส่งออก brand นี้สู่ตลาดโลกได้ยังไง เราจะทำการตลาดยังไง ซึ่งเรารู้สึกว่ามันตอบโจทย์ในความเป็น International Marketing นะคะ และ project นี้ต้องทำเสร็จภายใน 5 วัน แล้วก็มี assignment อีกตัวที่ต้องทำส่งหลังจบคอร์สนี้ด้วย ถ้าจะให้แนะนำวิชานี้คิดว่าเหมาะกับคนที่สนใจด้าน luxury brand ค่ะ เพราะได้รู้แนวคิดคร่าว ๆ ซึ่งมันนำมาต่อยอดกับสิ่งอื่น ๆ ใน marketing เรื่องการทำ brand ได้ค่ะ



จบปริญญาตรี ด้าน
Marketing มาแล้ว คิดว่าเนื้อหาของคอร์สนี้มัน advanced มากแค่ไหน
  • สำหรับมิวมันไม่ได้ advanced ขนาดนั้น แต่ถ้าสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลย แนะนำให้เรียน Marketing ดีกว่า เพราะวิชาบังคับของ International Marketing รายละเอียดมัน specific มากกว่า มิวคิดว่าถ้าคนที่ไม่มีพื้นฐานมาเรียนก็อาจจะเข้าใจ แต่อาจจะไม่ได้ประโยชน์สูงสุด

ลักษณะของ assignment และการสอบเป็นยังไงบ้าง งานที่ทำเป็นแบบทำกลุ่มหรือเดี่ยว
  • เทอมหนึ่งจะเป็นสอบ 60% และ assignment 40% ส่วนเทอมสองจะเป็นคะแนนงาน 100% มิวคิดว่าเขาให้คะแนนงานง่ายกว่าคะแนนสอบ รู้สึกว่ามันเบาลง เพราะเราเริ่มปรับตัวได้ สามารถ manage เวลาในการทำงานได้มากขึ้น พอมันเป็นคะแนนงานอย่างเดียวมันไม่กดดัน มันก็ตามคุณภาพของงานที่เราทำ
  • ตอนเทอมหนึ่ง มีวิชา Research อาจารย์เขาจับกลุ่มให้ (แต่ได้ยินมาว่ารุ่นน้องปีนี้เขาให้จับกลุ่มเองนะคะ) ส่วนตอนเทอมสอง จะมีวิชา Marketing Work เขาให้จับกลุ่มเองค่ะ มันก็คละ ๆ กันไปแล้วแต่วิชา

สาขา International Marketing มีทั้งหมดกี่คน ส่วนใหญ่มาจากไหนกันบ้างคะ
  • ประมาณ 50 กว่าคนค่ะ ส่วนใหญ่มาจากจีน ไต้หวัน อินเดีย ส่วนยุโรปกับอเมริกามีประมาณ 12 คน คนไทย 6 คนค่ะ

สิ่งแวดล้อมบรรยากาศในการเรียนเป็นยังไงบ้างคะ
  • ถ้าเป็น International Marketing ทุกคนค่อนข้างแสดงความคิดเห็นกันในห้องนะคะ มี interaction กันค่อนข้างเยอะ เพื่อนใน class แต่ละคนก็เก่งนะคะ เวลาที่เราได้ discuss กันก็สนุกค่ะ แต่เด็ก Marketing มี section ขนาดใหญ่ 100 กว่าคน อาจจะไม่ค่อยยกมือตอบคำถามเท่าไหร่
  •  
 

Background ของเพื่อน ๆ ในสาขาส่วนใหญ่ คือมีประสบการณ์การทำงานกันมาแล้วหรือเปล่า
  • มิวคิดว่าสัดส่วนมันครึ่ง ๆ เลยนะคะ เวลา discussion บางคนพูดอิงด้วยประสบการณ์การทำงานจริงของเขา ส่วนคนที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน เขาแสดงความคิดเห็นด้วยความรู้ประสบการณ์ที่เขามี ซึ่งมันก็เป็น logic ที่ดี เราได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ด้วยค่ะ

อาจารย์แต่ละท่านเป็นยังไงบ้างคะ ตัดเกรดโหดมั้ย อาจารย์ support หรือเข้าหาง่ายมั้ย
  • อาจารย์ที่เรียนด้วยใน class เข้าหาค่อนข้างง่ายนะคะ มิวมีปัญหาก็อีเมลไปคุยกับเขาบ้าง ตอนเลิก class ก็เข้าไปคุยกับเขาได้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ที่ช่วยดู dissertation มิวได้ professor ที่เก่งมาก ๆ เขาทำ research กับที่อื่นด้วย เขาเลยไม่ค่อยมีเวลาให้เรา การนัดเจอแต่ละครั้งค่อนข้างยาก บางทีมันมีช่วงห่างเยอะ ทำให้ process งานเรามันช้าไปด้วย ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ professor ของเพื่อนบางคนก็โอเค บางคนก็มีปัญหาเหมือนกัน แล้วแต่ดวงเลยค่ะ อาจารย์แต่ละท่านน่าจะดูแลเด็กประมาณ 7 - 8 คนค่ะ
  • เรื่องตัดเกรด แล้วแต่วิชาเลยค่ะ บางวิชาก็ยาก เพราะด้วยเวลาที่เขาให้ทำ assignment ช่วงเตรียมตัวสอบ มันต้อง well-planned มาตั้งแต่ต้นเทอมแล้ว ถึงจะสามารถเตรียมความพร้อมทุกอย่างได้โดยที่ไม่ต้องกังวลก่อนสอบ เพราะเนื้อหามันก็ค่อนข้างเยอะด้วย ถ้าไม่ได้ทบทวนไม่ได้อ่านเลย เมื่อเทียบกับข้อสอบแล้วมันก็ยากค่ะ แต่บางวิชาก็ออกสอบค่อนข้างตรงนะคะ ถ้าอ่านไปก็สอบได้ค่ะ

 Dissertation ยากมั้ย ต้องเขียนกี่คำ ทำเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว
  • Dissertation ทำเดี่ยวค่ะ ส่วน proposal 5,000 คำ เล่มจริง 20,000 คำ
  • ตั้งแต่ทำ proposal ก็คิดว่ามันยาก มิวรู้สึกว่าการที่จะหาหัวข้อให้ดี มันต้องมีคน guide มิวมีโทรไป consult กับรุ่นพี่ที่เรียนมาก่อน บางคนก็มีหัวข้อในใจอยู่แล้ว เพราะเขารู้ว่าเขาชอบอะไร แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเราชอบอะไร ทุกอย่างมันจะกว้างมาก เลยคิดว่าต้องมีคนช่วย guide ให้ เพราะเราอาจจะคิดไม่ทันก็ได้ หรือถ้าคิดได้มันก็อาจจะยังไม่ดีพอ มันจะลำบากกับเราภายหลังก็ได้
  •  


มีโอกาสได้ทำ project กับบริษัทจริง ๆ มั้ย
  • ตอนเทอมสอง จะมีวิชา Marketing Work อันนี้จะทำเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน โดยเขาจะมีบริษัทจากหลากหลาย industry แต่ละที่ความยากง่ายก็จะต่างกัน โจทย์มันขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นมีปัญหาอะไรแล้วเราต้องทำ project ด้วย มิวได้บริษัทที่ทำเกี่ยวกับ software เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เขาให้เราหาตลาดที่เป็น global หาช่องทางการขาย software และทำแผนให้เขาด้วย เราเริ่มจากทำ research ประเทศไหนใช้ภาษาอังกฤษบ้าง ได้ใช้วิชา Strategic Global Marketing ที่เรียนตอนเทอมหนึ่งด้วย ตอนนั้นมิวเลือกขาย software ในจีน มิวเลยต้องไปคุยและสัมภาษณ์คนจีนเรื่องรูปแบบของ software ต้องเก็บข้อมูล และ present ให้ลูกค้าฟังด้วย บางครั้งลูกค้าก็นัดไปที่ office ของเขา แต่ทางบริษัท software เขาจะนัดเข้ามาคุยงานที่มหาวิทยาลัย ซึ่งตอนทำ project มันเป็นช่วงเดียวกับตอนเริ่มทำ dissertation ด้วย ทุกอย่างมันก็จะชนกันหมด ก็ค่อนข้างหนักอยู่นะคะ
 
มหาวิทยาลัยมี service ช่วยดูหรือหาที่ฝึกงาน หรือทำ project กับบริษัทที่นอกเหนือจากวิชา Marketing Work มั้ยคะ
  • มหาวิทยาลัยมีจัดกิจกรรมให้แทบจะตลอดทั้งปีนะคะ มี job fair และมีกิจกรรมคล้าย ๆ seminar ที่เชิญวิทยากรจากข้างนอกมาบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ คือระหว่างที่เรียนอยู่ก็มีโอกาสได้ connection นะคะ หลัก ๆ จากการทำ Marketing Work เพราะหลังจากจบ project ลูกค้ายังมีอีเมลมาขอ suggestion จากเราเกี่ยวกับ product ของเขา และเราก็ยังได้ connection ของเพื่อนต่างชาติด้วย กลายเป็นเพื่อนสนิทเลย
  •  



ความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาจากการไปเรียน คิดว่ามีประโยชน์และได้ใช้กับการทำงานมากแค่ไหน
  • ถ้าเป็นเรื่อง skill ให้เต็ม 10 เลยค่ะ เพราะที่ได้ยินมาจากรุ่นน้องปีนี้ มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตร assignment ปรับสัดส่วนการให้คะแนน รู้สึกว่ามันเบาลง เมื่อเทียบกับรุ่นน้องปีนี้และรุ่นพี่ปีก่อนแล้ว ปีมิวหนักที่สุดเลยค่ะ  แต่ด้วยความที่มันหนักก็ทำให้เราได้พัฒนา skill หลายอย่าง เช่น เรื่องการจัดการเวลา ลำดับความสำคัญของงาน เราต้องมี strategy ในการทำงานด้วย ทำยังไงให้งานออกมาดีที่สุด ซึ่งมันนำมาปรับใช้กับการทำงานได้   เราจะเห็นได้ชัดว่าเรา manage งานและ manage เวลาได้ดีขึ้น ส่วนด้าน academic มันก็ช่วยได้บางส่วน แต่ถ้าโดยรวมแล้วฟังจากที่เพื่อน ๆ ที่กลับมาทำงานกัน ทักษะ skill น่าจะช่วยได้มากที่สุดค่ะ
  •  


มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนที่ Strathclyde บ้างคะ
  • มิวชอบที่มหาวิทยาลัยอยู่ในเมือง ใกล้ city center มาก ๆ ชอบที่มันสามารถเดินไปหากันได้เลย อากาศก็ดีค่ะ ถ้าไม่ชอบฝนอาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะเมืองจะแดดออกแค่ประมาณ 20%
  • เรื่องการเดินทาง มิวไม่เคยนั่งรถบัสเลย ถ้าจะไปเมืองอื่น มิวก็จะนั่งรถไฟไปค่ะ ถ้าเดินทางในเมือง จะนั่ง Uber กับเพื่อน ๆ แล้วแชร์ค่ารถกันไปค่ะ มันคุ้มกว่าที่เราจะขึ้นรถบัส
  • ประทับใจ Sport club มากที่สุด อุปกรณ์ทุกอย่างมันใหม่มากและครบครันด้วย เพียงพอสำหรับทุกคนเลยค่ะ
  • มหาวิทยาลัยวาง structure ของคอร์สเรียนนี้มาค่อนข้างดีมาก เทอมแรกเขาจะปูทฤษฎีที่เป็น academic ปูพื้นฐานให้เรามี tools ที่จะไปใช้ในเทอมสอง และคนใน class มี discussion กันเยอะ เราได้เห็นการนำไปใช้จริง ส่วนเทอมสอง ที่เป็นวิชาเลือกมันก็เหมือนเอาพื้นฐานของเทอมแรกมาต่อยอดในด้าน Marketing

สิ่งที่คิดไว้ก่อนไปเรียน กับสิ่งที่เราได้เจอจากประสบการณ์จริง แตกต่างกันมั้ย
  • แตกต่างกันมากค่ะ มิวคิดว่าคนที่เรียนปริญญาโท เหมือนได้ไปเที่ยวตลอดเวลา คือรู้นะว่าเขาก็เรียน แต่ว่าดูไม่ได้หนักขนาดนั้น จนได้มาเรียนเองจริง ๆ มันหนักมากค่ะ จุดที่คิดว่ามันหนักคือ เทียบกับเพื่อนที่เรียน Entrepreneurship เขาดูมีเวลาว่างมากกว่า ไปทำงาน part-time บ้าง แต่ขณะที่เพื่อนใน class ของเรา ไม่เห็นมีใครไปทำเลย เหมือนไม่มีเวลากันและดูเรียนหนักจริง ๆ
 
คิดว่าคอร์สนี้เหมาะกับใครคะ อยากให้ฝากถึงน้อง ๆ หน่อย
  • เหมาะกับคนที่มีพื้นฐาน Business หรือ Marketing มาอยู่แล้ว หรือคนที่ไม่มีพื้นฐานเลย แต่อยากเรียนเจาะจงไปถึงการนำเข้า – ส่งออกสินค้า หรือทำการตลาดในต่างประเทศ
  • อยากฝากถึงน้อง ๆ ว่ามันไม่หนักเกินความสามารถของเราค่ะ การเตรียมตัวที่ดีคือ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ อ่านและทบทวนตั้งแต่เริ่มเปิดเรียนเลย จะทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุดในการเรียนใน class ครั้งถัดไปด้วย ช่วงที่สอบมันก็จะเบาลงเยอะ ส่วนเรื่องการปรับตัว การใช้ชีวิตที่ Strathclyde คิดว่ามันไม่ยากขนาดนั้น เพราะมันอยู่ใกล้ city center บางคนที่ติดเรื่องอาหารการกิน ที่นี่มี supermarket เอเชีย มิวคิดว่ามันก็เพียงพอแล้วถ้าเราเกิดคิดถึงอาหารไทยหรืออยากกินอาหารเอเชีย มีตัวเลือกทั้งแบบทำกินเองและแบบร้านอาหารค่ะ เรื่องสุดท้ายคือ สภาพอากาศ เพราะบางคนมีเป็นโรคซึมเศร้าต้องกลับไทยเลย เห็นสภาพอากาศแล้วนอนร้องไห้ เพราะอากาศและสภาพตึกมันจะทึม ๆ ต้องคิดว่าเราอยู่ที่นี่แล้วเราโอเคหรือเปล่า ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยค่ะ
 
 
 
 
 สำหรับน้องๆที่สนใจเรียนต่อด้าน International Marketing หรือสมัครเรียนที่ University of Strathclyde สามารถลงทะเบียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้เลยค่ะ"
 
 
 
 
 
 "

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


*แมคดูเคชั่น สถาบันส่งเสริมการศึกษาต่อสก็อตแลนด์
ก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์เก่าสก็อตแลนด์ และเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยสก็อตแลนด์ทุกแห่ง ที่เดียวในประเทศไทย แมคดูเคชั่นมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นศิษย์เก่าและอดีตเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆในสก็อตแลนด์ ได้รับความสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐ นักเรียนสามารถขอรับคำแนะนำจาก McDucation โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน