รีวิวศิษย์เก่า | TESOL | University of Stirling Alumni Review
Scottish Universities Alumni
Patra Jumsai Na Ayudhya (Pee)
MSc TESOL
University of Stirling
"


รีวิวเรียนต่อ MSc TESOL ที่ University of Stirling
UK English Literature Linguistics Edinburgh 
จบคณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพราะเตรียมตัวเรียนต่อ ป.เอก แต่เคยทำงานสอนอยู่ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
 
ถ้าถามว่าทำไมถึงเลือกไปเรียนที่นี่ ก็คือตอนแรกมีไปเดินงานแฟร์ที่พารากอนครับ แล้วก็มีคนแนะนำให้ไปที่บูธ Stirling ก็เลยลองเข้าไปคุยดู จริงๆ ก็มียื่นไปหลายที่แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่ได้ offer และมีทุนลดให้ด้วยทำให้ประหยัดไปได้อีก ติด Top 10 ใน UK ด้าน Education ก็เลยตัดสินใจเลือกที่นี่
 


แล้วก็หลักสูตร MSc TESOL ของที่ U of Stirling ตอนช่วงเทอม 2 จะมีอาจารย์มาประกาศว่าจะมี Work Placement ที่ไหนบ้าง อย่างตอนปีของผมจะมีเยอรมัน ฮังการี และก็บราซิลครับ จะเป็นที่ที่ทางมหาวิทยาลัยมี contact กับที่นั่นไว้อะครับ เขาจะมีประกาศว่าหากใครอยากลงก็สามารถไปลงชื่อไว้ได้ และก็จะมี process สัมภาษณ์ ตัวผมเองก็ไปลงไว้และก็ได้ไปเหมือนกันครับ มันจะเป็นตอนช่วงกันยาหลังจากที่จบแล้วระหว่างรอรับปริญญาประมาณ 2-3 เดือน ก็จะเป็นกันยาถึงธันวาจะมี placement ก็คือไปฝึกสอนในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนที่เขาจัดไว้ให้ และได้ค่าตอบแทนด้วยครับ ซึ่งของผมไปฮังการีมาครับ
 



ส่วนวิชาที่ชอบ ถ้าจะให้เลือกมาสัก 3 ตัวก็คงจะมี
  1. Microteaching – เป็นวิชาเลือก ซึ่งถ้าหากใครที่มีประสบการณ์การสอนที่มากกว่า 2 ปีขึ้นไปก็คือไม่ต้องลงเรียนตัวนี้ก็ได้ แต่ถ้าคนที่ยังไม่เคยสอนยังไม่เคยทำงานจริง ๆ เขาจะบังคับให้ลง แล้วก็ตัวนี้ผมว่าเป็นประโยชน์นะเพราะอย่างผมเนี่ยยังไม่เคยสอน คือเคยแค่ฝึกสอนนิดหน่อยอะครับ แต่พอได้มาเรียนเนี่ยก็จะได้รู้ว่าการเขียนแบบแผนเป็นยังไง เราสอนรวมกันกับเพื่อน ผมว่าเป็นการเตรียมการสอนที่ดี แบบได้ลองสอนกับเพื่อนจริง ๆ ในห้อง แล้วก็อาจารย์จะมีให้จับฉลากแบบให้เราลองเล่นเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการพูดไรงี้ หรือเด็กที่ชอบถามคำถาม เหมือนให้แสดงบทบาทเป็นเด็กหลากหลายนิสัย แล้วก็มีให้เตรียมแผนการเรียนการสอน เขียนแผนขึ้นมา ลองเอาไปปรึกษาที่ปรึกษาดู แก้แผนแล้วก็ให้ไปลองสอนจริงในห้อง
  2. Grammar for TESOL – อย่างตัวนี้ด้วยความที่เราเป็นคนเอเชียคนไทย พอเราไปเรียน Grammar for TESOL แล้วเรารู้สึกว่าเราเก่งมากเว้ย ซึ่งในคลาสจะมีคน native คนอังกฤษ คนสก็อต หรือยุโรปงี้อะครับ เขาจะไม่ค่อยแม่นแกรมม่าเท่าไหร่ ซึ่งพอเราไปเรียนเหมือนทุกคนจะคิดว่าเราเก่งไรงี้ แล้วเราก็ได้คะแนนค่อนข้างเยอะมากในวิชานี้ คือมันก็จะไม่ได้เรียนแกรมม่าจ๋าขนาดนั้นนะครับ จะเป็นแบบเราจะไปสอนแกรมม่าคนอื่นยังไงมากกว่า แบบแกรมม่าตัวนี้ควรสอนยังไง แล้วก็ข้อสอบจะเป็นประมาณว่าถ้าคุณต้องสอนแกรมม่าตัวนี้ในประเทศของคุณ คุณคิดว่าปัญหาตรงไหนที่สามารถเกิดขึ้นได้และจะแก้ปัญหายังไง ซึ่งวิชานี้สนุกดีครับ แล้วก็เกรดจะได้เยอะนิดนึง อาจจะด้วยเพราะตอนเรียนที่ไทยเราเรียนแกรมม่ากันมาเยอะอะครับ
  3. แล้วก็จะมีอีกตัวนึง เป็นวิชานอกคณะอะครับแต่ก็จะเกี่ยวกันอยู่ด้วยนิดนึง Sociolinguistics: Varieties of English – จะเป็นแบบภาษาศาสตร์ทางสังคมไรงี้ครับ ซึ่งจะเรียนประมาณว่าใน UK ภาษาถิ่นมันหลากหลายมาก คนในแต่ละถิ่นเขาพูดต่างกันยังไงบ้าง หรืออยากในลอนดอนงี้มีภาษาถิ่นหรือสำเนียงยังไงตรงไหนบ้าง ซึ่งมันก็เหมือนกับเป็นการเปิดโลกเราเหมือนกันว่าภาษาอังกฤษ มันก็ไม่ได้มีแค่ภาษาอังกฤษที่เป็น standard เป็นวิชาที่ผมว่าสนุกเหมือนกันครับ หรือแบบมีตัวแปรตรงไหนบ้างที่มันทำให้คนในพื้นที่นี้พูดคนละศัพท์กันแต่ความหมายเหมือนกัน หรือก็ศัพท์ที่แบบผู้ชายใช้พูด ผู้หญิงใช้พูด มันจะมีตัวแปรทางสังคมต่าง ๆ ด้วย ซึ่งผมว่าตัวนี้เป็นตัวที่ชอบที่สุดแล้ว


 
แล้วก็ถ้าเป็นพวกสไตล์การเรียนการสอนในคลาส จริง ๆ จะมีแค่ตัว Microteaching อะครับที่แยกกันเรียน ถ้าคนที่ไม่มีประสบการณ์ก็เรียนตัวนี้ แต่ถ้ามีประสบการณ์ก็ไปเรียนตัวอื่น แต่ถ้าเป็นวิชาอื่นก็เรียนรวมกันหมดเลยครับ แต่ว่าจะมีส่วนที่ผมชอบนิดนึงคือที่นี่จะมีคน native เรียนเยอะครับ เช่น คนสก็อต คนอังกฤษ คนเมกัน คนยุโรปก็มาเรียน มีความหลากหลายเยอะมากในคลาส ก็แบบผสม ๆ กันไปน่ะครับ ครึ่งนึงยุโรปครึ่งนึงเอเชีย ถ้าเป็นเอเชียก็จะแบบเวียดนาม ไทย ไต้หวัน จีน แล้วก็มีทั้งเพิ่งจบแบบผมอายุ 22-23 งี้ ไปจนถึง 40-50 ก็มีครับที่แบบเป็นอาจารย์แล้วใช้เวลาว่างมาเรียนเพิ่มเติมไรงี้ครับ แล้วก็อย่างเรื่องที่คนมักถามกันพวกเรื่องเหยียดไรงี้ ผมว่าไม่เหยียดนะครับ แต่อาจจะมีจีน ไต้หวัน ฮ่องกงไรงี้จะไม่ค่อยถูกกันเองซะมากกว่านะครับด้วยเรื่องของทางประเทศเขาไรงี้ ถ้าเป็นฝรั่งหรือคนท้องถิ่นไรงี้เขาก็ friendly ปกตินะครับ แต่บางทีอาจจะด้วยคนละวัฒนธรรมกันอะครับเลยแบบถ้าคุยกันกับชาวเอเชียจะเข้าใจกันมากกว่า หรือถ้าฝรั่งเขาก็จะมีกลุ่มของเขา แต่เวลาเรียนในคลาส เวลา discuss กันก็พูดคุย ช่วยเหลือกันตามปกตินะครับ น่าจะเป็นเพราะไลฟ์สไตล์ด้วยไรงี้ หรืออย่างถ้าเป็นอาจารย์ที่มาเรียนซึ่งมีอายุเยอะหน่อยเขาก็จะไม่ค่อยพูด เพราะอยากให้เราเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เราได้พูดบ้างไรงี้ครับ



ส่วนเรื่องเรียนยากหรือไม่ยาก โห ผมขอเรียบเรียงแปปนึงนะครับ ฮ่าๆ … คือผมไม่กล้าพูดว่ายากไหม เพราะว่าสไตล์การเรียนจะเป็นแบบ self-study อะครับ คืออาจารย์จะมี assignment มาให้แบบเราไปอ่านมาแล้วก็มาคุยกันในห้อง ซึ่งผมรู้สึกว่าถ้าเราตั้งใจ อยากได้จริง ๆ เราก็จะอ่านเยอะ แล้วพอไป discuss กันในห้องแล้วเราได้มันก็จะรู้สึกโอเค ผมว่าแล้วแต่คนอะครับถ้าเราให้เวลากับมันเยอะมันก็ไม่ยากอะครับ เนื้อหามันก็จะไม่ได้ advance มากอะครับ เน้นปฏิบัติมากกว่า
 


ที่นี้ถ้าเราจะพูดถึงตัว Dissertation จริง ๆ อาจารย์เขาจะค่อนข้างเปิดเหมือนกันนะครับว่าเราอยากจะทำ Topic อะไรก็ได้ แต่ว่าอย่างใน MSc TESOL มันจะมีแบ่งเอกไปด้วยครับ แบบเป็นเอก Applied Linguistics แล้วก็เอก CALL (Computer Assisted Language Learning) ตัวนี้มันจะเน้นแบบทำสื่นคอมพิวเตอร์ไรงี้อะครับ ซึ่งถ้าเราเลือกสายอะครับก็ต้องทำ Dissertation เกี่ยวกับสายนั้น ๆ ที่เราเรียนมาครับ คือพอจบเขาจะเขียนว่า MSc TESOL with แล้วก็ตามด้วยสายของเรา หรือถ้าไม่เลือกเอกก็เรียน TESOL ปกติ และทำเนื้อหายังไงก็ได้ครับ อย่างของผมจะเรียน TESOL เฉย ๆ ไม่ได้เลือกเอกครับ แล้วก็จะมี requirement ว่าต้องเขียนให้ได้ 16,000 words ประมาณนี้ครับ แล้วก็จะเป็นการทำแบบเดี่ยวนะครับ
 


แล้วผมว่าอาจารย์ต่างชาติเข้าหาง่ายมาก ไม่ต้องมีพิธีรีตองไรงี้เยอะมาก แล้วก็จะคุยง่ายครับ แต่เกรดก็อาจจะตัดโหดนิดนึง อย่างถ้าเป็นพวก essay ไรงี้อะครับก็จะแบบตรวจละเอียด สอนในห้องก็ดีโอเคทุกอย่างเลยครับ แต่ถ้าเป็นตอนตรวจ essay ก็จะคอมเม้นละเอียดมาก แล้วอาจารย์ก็จะค่อนข้าง support เลยครับ แบบถ้าเราจะทำเรื่องไหนยังไงเขาก็จะไปช่วยหาผู้เชี่ยวชาญหรือหาข้อมูลมาช่วยเราอะไรแบบนี้ครับ ซึ่งอาจารย์ในเอกจะมีประมาณ 4-5 คนงี้ครับก็จะช่วยกันสอน ผมว่าอาจารย์น่ารักดี ไม่ค่อยถือตัวเท่าไหร่ครับ submit online แล้วก็จะมีโปรแกรมตรวจจับ plagiarism เพราะก็จะค่อนข้างเน้นในเรื่องนี้เหมือนกัน แล้วเวลาอาจารย์คอมเม้นมามันรู้สึกว่าเออเราสามารถเอาไปใช้ต่อได้นะไรงี้
 


แล้วก็ตัว Placement ผมลืมบอกไปนิดนึงว่าจริง ๆ มันจะมี 2 ช่วงอะครับ จะเป็นช่วงเทอม 2 จะเป็นแบบ Domestic Placement คือจะสอนใน college ในหรือแถว ๆ สก็อตแลนด์งี้ครับ ที่แบบอยู่ใกล้ ๆ หรือเป็น training centre ต่าง ๆ แล้วก็จะมีเป็น International Placement ก็คือไปฝึกงานต่างประเทศที่ผมพูดไว้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครรับผิดชอบนะครับ แต่น่าจะเป็น Student Service เขาจะมีมาแจ้งอาจารย์แล้วอาจารย์ก็จะมาแจ้งเราอีกทีนึง คือคนที่คอยช่วยผมส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษามากกว่า แบบเขาจะคอยช่วยประสานงานให้
 
ถ้าเป็นเรื่องความรู้และก็ประสบการณ์ อืมม ความรู้ก็ประมาณนึงนะ จริง ๆ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของวิธีการเรียนมากกว่า เหมือนมันจะแตกต่างจากตอนที่เราเรียน ปตรี ไรงี้ครับ มันเราต้องศึกษาเองมากกว่าเดิม พอเรามาทำงานแล้วรู้สึกว่าความรู้ทุกอย่างต้องขวนขวายหาเอาเอง เรื่องของการจัดการณ์ชีวิต จัดการเวลา แบบตอนนี้ต้องเขียนแผนงานนะ ตรวจงานนะ ให้ฟีดแบคเด็กนะ เป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น แล้วก็ได้ connection มากขึ้น เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันก็ยังติดต่อกันอยู่ หรืออย่างถ้าจะไปเที่ยวที่ประเทศนั้น ๆ ก็แบบมาพักกับเราได้นะไรงี้อะครับ
 



มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้บ้างคะ ขอ 3 ข้อ
^^
ผมขอตอบเป็นรวม ๆ แล้วกันนะครับ อาจจะไม่ได้แยกชัดเจน แต่หลัก ๆ เลยคือผมว่ามหาวิทยาลัยเขาลงทุนกับเด็ก แบบดูแลทุกคนจริง ๆ แล้วก็เรื่อง placement นี่ก็เป็นอันดับ 1 ที่จะต้องเลือก Stirling เพราะว่าได้ไปสอนคนที่ใช้ภาษาอังกฤษจริง ๆ แล้วก็ได้ไปสอนในต่างประเทศ แล้วก็เลือกประเทศไปได้ ในยุโรปหรือในอเมกาใต้ไรงี้ครับ แล้วก็ที่ประทับใจอีกก็น่าจะเป็นประเทศครับ ผมว่าสก็อตแลนด์สวย แบบสวยที่สุดแล้วเท่าที่เคยไปต่างประเทศมา รู้สึกว่าชอบมาก ทั้ง Stirling, Edinburgh, Glasgow คือรู้สึกว่าเป็นที่ที่อยากกลับไปอีกอะครับ เป็นที่ที่แบบคนสก็อตใจดีมากอะครับ เขาจะพยายามจะเข้าใจเราทุกอย่างถึงแม้เราจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องไรงี้ครับ พยายามช่วยเหลือเอาใจใส่เรา ไม่เคยเจอการเหยียดกันไรงี้เลยครับ แล้วก็ผมรู้สึกเหมือนเราได้ไปใช้ชีวิตเหมือนคนท้องถิ่นจริง ๆ แบบไปอยู่มา 9 เดือน 10 เดือน เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เขาทำเขาทำเพื่อทุกคนอะครับ ไม่ได้ทำเฉพาะแค่กันคนสก็อตเท่านั้นไรงี้ครับ บริการทุกอย่างทุกคนได้รับเท่ากันหมด อย่างเช่น แท็กซี่ รถเมล์ รถไฟ ไรงี้ก็ราคาเดียวกันหมด ไม่มีราคานักท่องเที่ยว ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ประทับใจ แบบเขาดูแลพวกเราทุกคนเท่ากัน
 


คิดว่าคอร์สนี้เหมาะกับใครคะ อยากให้ฝากถึงน้อง ๆ หน่อย
:)
ผมว่าถ้ารู้สึกว่าอยากสอนภาษาอังกฤษเป็นอาชีพก็น่าสนใจนะครับตัว MSc TESOL คือถ้าคุณอยากลองศึกษาทฤษฎีการสอนหรือมาลองสอนจริง ๆ คือมันก็ไม่ใช่ว่าเราเรียนจบมาแล้วจะเก่งหรือสอนเก่งไปหมดทุกอย่าง แต่เหมือนเป็นการฝึกประสบการณ์จริง ๆ ได้รู้ทฤษฎีจริง ๆ และเอามา apply ในการสอนได้ไรงี้ เรารู้สึกว่าเรามั่นใจมากขึ้น เวลาเราจะเขียนแผน หรือตรวจงาน เรารู้สึกว่าเรามีทฤษฎีให้จับมากขึ้น เรามีหลักการในการประเมินผล หลักการในการอธิบายยังไงให้เข้าใจได้มากขึ้น ซึ่งไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนก็ได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องจบ Education หรือ English มาโดยตรงก็เรียนได้




ข้อมูลเพิ่มเติม

มหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง ถือเป็นหนึ่งใน Top 20 UK ทางด้านภาควิชาภาษาอังกฤษ และ Top 10 UK ทางด้าน Education ประจำปี 2021 ดังนี้
 
  1. Cambridge
  2. Oxford
  3. Durham
  4. St Andrews
  5. Manchester
  6. York
  7. Exeter
  8. Glasgow
  9. UCL
  10. Birmingham
  11. Lancaster
  12. Loughborough
  13. Nottingham
  14. Aberdeen
  15. Warwick
  16. Sheffield
  17. Newcastle
  18. Bristol
  19. King's College
  20. Stirling
  21. Leeds
  22. Sussex
  23. Aberystwyth 
  24. Edinburgh
  25. Kent

สำหรับน้องๆที่สนใจเรียนต่อด้าน TESOL หรือสมัครเรียนที่  University of Stirling สามารถลงทะเบียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้เลยค่ะ"

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


*แมคดูเคชั่น สถาบันส่งเสริมการศึกษาต่อสก็อตแลนด์
ก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์เก่าสก็อตแลนด์ และเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยสก็อตแลนด์ทุกแห่ง ที่เดียวในประเทศไทย แมคดูเคชั่นมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นศิษย์เก่าและอดีตเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆในสก็อตแลนด์ ได้รับความสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐ นักเรียนสามารถขอรับคำแนะนำจาก McDucation โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน