รีวิวศิษย์เก่า | International Business Management | University of Aberdeen Alumni Review
Scottish Universities Alumni
Pattraporn Manchan (Faii)
MSc International Business Management
University of Aberdeen
"



 '' รีวิวเรียนต่อ 
MSc International Business Management ที่ University of Aberdeen และ PhD Management Studies ที่ University of Dundee ''

แนะนำตัวคร่าว ๆ หน่อยค่า :D
  • ฝ้ายนะคะ จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ปริญญาโทจบ MSc International Business Management ที่ University of Aberdeen ตอนนี้กำลังเรียน PhD ที่ University of Dundee แต่กลับมาที่ไทย เพราะสถานการณ์ COVID ค่ะ

ตอนที่ไปเรียน ทำไมถึงตัดสินใจเลือกที่ Aberdeen
  • เลือกเพราะ ranking สูง ฝ้ายไปรอบ January ค่ะ ฝ้ายดูใน UK ซึ่งมันมี choice ไม่มาก เลือกไป Aberdeen เพราะ ranking สูงที่สุดในรอบนี้เลยค่ะ

ทำไมถึงเปลี่ยนมาเป็นสาย Business ตอนที่ไปเรียนต่อปริญญาโท
  • ตอนสมัครปริญญาตรี ฝ้าย Admission ติดสายวิทย์ เลยบอกที่บ้านว่างั้นปริญญาโท เรียนบริหาร เพราะฝ้ายอยากเรียนรู้ทั้ง 2 สาย และตอนที่เรียนที่มหิดล ชอบด้าน Sustainable อยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นด้านสิ่งแวดล้อมและด้าน Business ได้ด้วย พอได้เรียนก็รู้สึกชอบและอยากทำวิจัยด้านที่เคยเรียนมาตอนปริญญาตรีแนว ๆ Sustainable เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอกต่อ ทำให้เปลี่ยนสาย เพราะว่าชอบและอยากรู้ด้วยค่ะ หัวข้อที่ทำวิจัยทั้งตอนปริญญาโทและปริญญาเอกก็ทำเกี่ยวกับ Ecotourism และ Sustainability in Business

ตอนเรียนที่ Aberdeen ชอบวิชาไหนมากที่สุด ยกตัวอย่างหน่อยได้มั้ยคะ
  • ข้อดีของ Aberdeen ตัว IBM มันค่อนข้างเหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐาน Business เรียนทุกอย่างเป็น 101 ทั้งหมดค่ะ เช่น Leadership 101 หรือ Marketing 101 เขาสอนแบบ Basic มันโอเคมากเลยค่ะ
  • New Venture Creation - คือวิชานี้ต้องเข้าหลายครั้ง ครั้งแรกจะเป็น workshop เข้าทั้งหมด 3 ครั้งเขาจะให้คนมาพูด วิชานี้จะอยู่ตอนเทอมสุดท้าย โดย create business ออกมา กลุ่มหนึ่งมี 5 คน โดยใช้ความรู้ที่ได้จาก workshop เขาจะสอนว่าเราทำ business ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ให้เราทำ presentation อธิบายตาม step ที่เราทำ มันจะมีประมาณ 23 steps ค่ะ แล้ว customer target ของเราคือใคร ทำแผนเสนอ business แบบเราอยู่ในบริษัท เราจะ create project ต้องคำนึงถึงอะไร ใส่ข้อมูลอะไรบ้าง และอาจารย์จะให้คำแนะนำว่ามันทำได้จริงมั้ย สนุกตรงที่ได้ฟัง workshop ได้ทำ presentation และ video มีเพื่อนมานั่งฟังทั้งห้อง มาแชร์กันว่างานเป็นยังไง และอาจารย์ก็ให้คะแนนเราด้วย เป็นวิชาที่ยาวนะคะ ประมาณ 2 semester
  • Research Practice - ปริญญาโทที่ Aberdeen จะสอน research methodology ใน semester ก่อนทำ project ได้รู้ว่า quantitative และ qualitative คืออะไร ต้องทำ research ยังไง พอได้เรียนวิชานี้แล้วชอบก็เลยมีส่วนในการตัดสินใจเรียนปริญญาเอกค่ะ เป็นวิชาที่ไม่ง่าย แต่เขาก็สอนให้เราเข้าใจได้
  • โดยรวมฝ้ายได้ present ทุกวิชา เวลาเรียน week แรก เขาจะให้อ่านหนังสือ week ที่ 2 เขาก็ teaching โดยในทุกวิชาจะมีงานกลุ่ม แล้ววันศุกร์ในสัปดาห์ที่เป็น teaching เขาจะให้ present งาน ฝ้ายเรียน 11 วิชา เท่ากับฝ้าย present 11 ครั้ง เกณฑ์ในการจับกลุ่มคือ ต้องมีผู้หญิงกับผู้ชาย มีไม่ต่ำกว่า 3 Nationalities ทำให้เราต้องเปลี่ยนกลุ่มทุกครั้ง ทำให้เรารู้จักเพื่อนเกือบทั้งคลาส และกระตุ้นให้เราได้เรียนรู้และ open-minded ด้วยค่ะ




เพื่อน ๆ ใน
Class มีกี่คน ส่วนใหญ่มาจากไหนกันคะ ปรับตัวยากมั้ยคะ
  • IBM น่าจะประมาณ 50 คน ส่วนบาง class ที่เรียนกับ MBA น่าจะประมาณ 80 คน ส่วน semester ที่เด็กรอบJanuary ยังอยู่ และมีเด็กรอบ September เข้ามาใหม่ จะมีประมาณ 100 คน แต่สัดส่วนคนจีนค่อนข้างน้อย ประมาณ 15 คนค่ะ ส่วนใหญ่เป็นยุโรป, UK ถ้าเป็นแถบเอเชียที่ไม่ใช่จีน จะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย ตอนนั้นฝ้ายเป็นคนไทยคนเดียว ใน class มีคนต่างชาติเยอะ จะมีการแย่งกันตอบคำถาม สนุกดีค่ะ
  • ปรับตัวไม่ยาก เพราะฝ้ายไปเรียน Pre-sessional ด้วย มีพี่ที่ไปด้วยกัน ประมาณ 5 คน เขาเรียน Law กันหมด และก็มีพี่ที่เรียนปริญญาเอก รู้จักกันมาก่อนแล้ว แล้วก็เด็กที่ไปเรียน Aberdeen ชอบไปทำงานร้านอาหารก็จะสนิทกันค่ะ

เล่าประสบการณ์ตอนที่ทำงานในร้านอาหารหน่อยค่ะ
  • ข้อดีคือ การได้พูดคุยกับผู้คนตลอดเวลา ร้านนั้นไม่ได้อยู่ในเมือง ออกจากเมืองไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้เจอคน local ตลอดเวลา ได้ฟังและติดสำเนียง Scottish มาเลยค่ะ ฝ้ายได้รู้ว่าที่นี่ใช้คำศัพท์ยังไง เพราะมันไม่เหมือนกับที่เราอ่านในหนังสือ มันช่วยให้พัฒนาภาษาอังกฤษได้เยอะ ตอนนั้นกลัวจะตก Pre-sessional course เหมือนกันค่ะ แต่ตรงนี้ก็ช่วย improve ทักษะ Speaking & Listening และก็ต้องมาฝึก writing เพิ่มค่ะ บางคนอาจจะกลัวเวลาฟังสำเนียง Scottish จะคิดว่ามันยาก ฟังไม่ทัน แต่ตอนไปทำงานจริง ๆ มันได้พูดคุยกับคนตลอดเวลา จะรู้สึกว่าเราก็ฟังได้นะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ happy มากเลยนะคะ ฝ้ายทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนปริญญาโท จนถึงตอนจบเลยค่ะ เจ้าของร้านใจดีมาก เขาเป็นคนฮ่องกง ทุกวันนี้ก็มีเด็กไทยไปทำงานร้านเขาอยู่เลยค่ะ ส่วนการทำงาน ถ้าเป็น week แรกกับ week ที่ 3 มันไม่ได้มี class อยู่แล้ว ฝ้ายก็ทำงาน 3 วัน ถ้าเป็น week ที่เป็น teaching บอก boss ร้านอาหารว่าแค่วันศุกร์และวันเสาร์นะ

อาจารย์แต่ละท่านเป็นยังไงบ้างคะ ตัดเกรดโหดมั้ย อาจารย์ Support หรือเข้าหาง่ายมั้ย
  • อาจารย์โดยรวมโอเคค่ะ แต่รุ่นฝ้ายจะมีปัญหาอยู่วิชาหนึ่ง คือวิชา Finance ฝ้ายโดนตัดเกรดออกมาได้ E แล้วเพื่อนที่จบ Finance โดยตรง ตัดเกรดออกมาได้ D เขาคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วเขาไปร้องเรียนกับทางมหาวิทยาลัยว่ามันไม่โอเคนะ เพื่อนเกรดต่ำหมดเลย จึงมีการตรวจซ้ำและใช้ examiner ข้างนอกมาตรวจอีกครั้ง สุดท้ายเกรดขึ้นค่ะ ถ้าเวลาไม่เข้าใจก็ถามหรืออีเมลไปหาอาจารย์ได้ค่ะ ใน week ที่ 3 ที่เราต้องส่งงาน ทางมหาวิทยาลัยจะมีจัด class ให้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ให้ปรึกษาอาจารย์ ถ้าเวลาไม่พอก็ส่งอีเมลไปถามอาจารย์ได้ค่ะ

มหาวิทยาลัยมี Service ช่วยดูหรือหาที่ฝึกงาน หรือทำ project กับบริษัทมั้ยคะ
  • ฝ้ายไม่ได้เข้าไปดูตรงนี้ แต่เขามี session ที่เป็น international support อยู่แล้วด้วยค่ะ ส่วน workshop มีฟังบรรยายจากคนที่ทำงานอยู่ในยิม ชื่อ Aberdeen village เป็น sport club ใหญ่มาก และอีกครั้งเป็น entrepreneur center มาบรรยายให้ฟัง  

ความรู้และประสบการณ์อะไรบ้างที่ได้มาจากการไปเรียน คิดว่ามีประโยชน์และได้ใช้กับการทำงานยังไงบ้างคะ       
  • การเรียนต่างประเทศไม่เหมือนกับที่ไทย ตอนไปเรียนแรก ๆ รู้สึกว่าสอนแค่นี้เองเหรอ สอนน้อยมาก เขาคิดแค่ว่าเขาจะสอนเท่าที่ควรสอน แต่จะเน้นกระบวนการ ไม่ว่าเราจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเรารู้กระบวนการ เราต้องแก้ปัญหาได้ตามที่เขาสอน ถ้าเราคิดตามและตั้งใจดูว่าเขาจะสอนอะไร ทำตามที่เขาแนะนำ มันก็นำมาใช้ได้ อาจจะต้องเริ่มใหม่อยู่ดี เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้กับงานที่เราทำมันไม่เหมือนกัน แล้วก็ได้ connection มากขึ้น เจอคนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งคนไทยและต่างชาติ หลายสาขา เป็นประสบการณ์ที่มากกว่าคำว่าความรู้ ได้เรียนรู้การปรับตัวและนำตรงนั้นมาปรับใช้กับการทำงานจริงมันก็เป็นประโยชน์ด้วยค่ะ



ในด้านการเรียน ในคลาสอาจมีทั้งคนที่เคยเรียน
Business มาแล้วกับคนที่ไม่พื้นฐาน Business มาก่อน เคยอุปสรรคจากเรื่องนี้มั้ย
  • ฝ้ายมีอุปสรรคเองค่ะ ฮ่า ๆ เพราะเรียนสายวิทย์มา ฝ้ายรู้สึกว่าทุกอย่างต้องจับต้องพิสูจน์ได้ มันมีสูตร ทุกอย่างมี pattern วิชาแรกที่เจอคือ Leadership เขาตั้งคำถามว่าเราเป็น Leadership แบบไหน เราเลยคิดว่าต้องวัดหรือพิสูจน์ยังไง ฝ้ายวาง position ตัวเองไม่ถูก ตอนที่ได้เขียน essay ฝ้ายได้ D เลย เพราะฝ้ายรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจ เราจะโยงทฤษฎีกับตัวเราได้ยังไง มันไม่มีตัววัด พวกทฤษฎีทาง business มันอาจจะจับต้องไม่ได้เท่าไหร่ แต่ว่ามันก็มีบอกว่าพฤติกรรมของคนเป็นแบบนี้ ใช้ทฤษฎีนี้จะมีผล final ยังไง ต้องทำความเข้าใจและก็เตรียมตัวมานิดนึงค่ะ แต่ถ้าเป็นตอนนี้ฝ้ายคิดว่ามันไม่ค่อยมีปัญหาแล้วนะ เพราะได้ยินว่าการเรียน Pre-sessional course เขาจะแยกให้เด็กที่เรียน business เรียนด้วยกันในด้าน business เฉพาะทางไปเลย แบบให้งาน marketing หรืองาน HR โดยเฉพาะ

มีอะไรอยากฝากถึงน้องที่คิดจะเปลี่ยนสายมั้ยคะ ในฐานะที่เราเปลี่ยนจากสายวิทย์มาเรียน business เหมือนกัน
  • ต้องดูว่าต้องการเรียน business เพื่ออะไร เช่น บางคนจบสายวิทย์มา แต่ที่บ้านมี business มันก็ตอบตรง ๆ อยู่แล้วว่าอยากนำ business ไปทำงานต่อ ส่วนตัวที่ฝ้ายเรียนมันไม่ได้ business ขนาดนั้น ฝ้ายเรียน Management มันไม่ pure มากไป มันอยู่ที่ goal ของแต่ละคนด้วย มันเป็นโอกาสที่น้อง ๆ จะได้หาความรู้ใหม่ ๆ ที่จะไปพัฒนา career ด้วย

ตอนที่ตัดสินใจจะต่อปริญญาเอก มีแพลนหรือเป้าหมายยังไงบ้างคะ
  • อยากเรียนก็เรียนเลยค่ะ ตอนนั้นฝ้ายแค่อยากรู้ว่าปริญญาเอกคืออะไร ทำไมต้องเรียนกันนาน ๆ แต่ก็มีวิชาที่ส่งผลด้วย คือ วิชา Research methodology เพราะฝ้ายไม่เคยทำ research มาก่อน ตอนปริญญาตรีเรียนสายวิทย์ก็แค่ทำการทดลอง พอได้ทำ research ในสาย social science มันสนุกดี มันมีคำถามแล้วเราต้องหาคำตอบ ฝ้ายรู้สึกว่ามันมีอะไรที่น่าค้นหาต่ออีกในระดับการเรียนที่สูงขึ้น ส่วน goal ตอนนี้คือ อยากหางานทำที่ UK ค่ะ

เผื่อว่ามีน้อง ๆ ที่กำลังสนใจปริญญาเอก พอจะอธิบายให้คร่าว ๆ ได้มั้ยคะว่าปริญญาเอกคืออะไร ยากมั้ย
  • ปริญญาเอก คือ กระบวนการเรียนรู้ การทำวิจัย การค้นหาตัวเอง การหาคำตอบ ถ้าน้อง ๆ อยากจะเรียน อยากให้คิดดี ๆ ก่อนว่าเป้าหมายในการเรียนของน้อง ๆ คืออะไร เพราะปริญญาเอก มันไม่ยาก แต่มันก็ไม่ง่าย มันเหมือนการเลือกอาชีพ หากน้อง ๆ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบเลย เป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้าง long journey มันมี side effect เยอะมาก เช่น ซึมเศร้า เพราะมันต้องอยู่กับตัวเอง ปริญญาเอกไม่มี class อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ได้เจอใคร จะคิดไปเองตลอดว่าตัวเราและงานที่เราทำดีหรือยัง มันจะคิดวนเวียนตลอด ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งมากพอ มีโอกาสเป็นซึมเศร้าได้ค่ะ หรือบางคนจะเป็น office syndrome เพราะฉะนั้นต้องมี goal ที่ชัดเจน และมี passion ที่จะทำ แต่ถ้าอยากลอง เริ่มจากการเขียน proposal ก่อน ลองดูว่าถ้าเราต้องทำเรื่องนี้ไป 3 ปี ไหวมั้ย ก็ลองดูได้ค่ะ
  • การเรียนปริญญาเอก ไม่ง่าย ยากกว่าปริญญาโท มันเป็นอีก step ค่ะ ถ้าเลือก project หรือเรื่องที่ตัวเองไม่มี passion มีโอกาสสูงที่จะเรียนไม่จบค่ะ เพราะเราต้องอยู่กับ topic นี้ไปอีก 3 - 5 ปี ซึ่งแล้วแต่สาขาด้วยค่ะ บางคนออกก่อนก็มี หรือบางคนเตรียมใจมาไม่พร้อม การเรียนปริญญาเอกมันมีการ comment และ discuss เยอะ ซึ่งทุกอย่างมันไม่ถูกต้องเสมอไป

ระหว่างที่ทำวิจัย อาจารย์มีนัด discussion บ่อยมั้ย
  • มันแล้วแต่ policy ของมหาวิทยาลัยและอาจารย์ด้วยค่ะ ถ้าเป็นอาจารย์ที่อยู่มานาน เขาอาจจะไม่ค่อยชอบเจอเด็ก แบบเดือนละครั้ง อาจารย์ใหม่ ๆ อาจจะเจอเด็ก 2 อาทิตย์ ต่อ 1 ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาระหน้าที่ของอาจารย์ด้วย เช่น อาจารย์ที่มีเด็กเยอะก็อาจจะไม่ได้เจอแต่ละคนบ่อยมาก แต่ของฝ้ายเจออาจารย์ประมาณ 2 - 3 อาทิตย์ต่อครั้ง หรือต้อง present paper เดือนหน้า แต่เราต้องให้อาจารย์ดูก่อน ความถี่ก็จะขึ้นอยู่กับงาน อาจารย์ และตัวเราด้วย ช่วงแรกที่เข้าไปก็ meeting บ่อย ประมาณช่วง 3 เดือนแรก แต่ถ้าเราอยากถามอะไรเพิ่มเติม หรือไม่เข้าใจก็สามารถอีเมลไปหาอาจารย์ได้

ที่ Dundee มีนักเรียนปริญญาเอกที่เป็นคนไทยเยอะมั้ยคะ
  • ตอนนี้ประมาณ 10 กว่าคน ถ้าเป็น business มี 2 คนค่ะ

ถ้าจะจบปริญญาเอกที่ Dundee ต้องมีผลงานรูปแบบไหน ผลงานต้องได้ publish มั้ย
  • ไม่ค่ะ ตาม regulation ของมหาวิทยาลัยไม่ได้บังคับเหมือนที่ไทยว่าต้องเข้าร่วม conference หรือตีพิมพ์ paper เท่าไหร่ แต่มันขึ้นอยู่กับความ reliable ของผลงานด้วย หากได้ไป present ที่งานนี้ หรือตีพิมพ์มาแล้ว เมื่ออธิบายให้ examiner ฟัง เขาจะรู้สึกว่างานเรามีน้ำหนักมากขึ้น แต่ถ้ามั่นใจว่างานเรา reliable เขาก็ไม่ได้มีปัญหา
  • รูปแบบคือเป็น Thesis ค่ะ ทาง Dundee ไม่ได้กำหนดคำไว้ แต่ส่วนมากจะเขียนอยู่ที่ 80,000 - 200,000 คำ มันแล้วแต่มหาวิทยาลัยด้วย และมี PhD อีกแบบหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร ที่ไม่ได้จบด้วยการทำ 1 เรื่องหรือ Thesis 1 เล่มก็จบ แต่จะมีการตีพิมพ์ paper บางมหาวิทยาลัยจะรับ PhD แบบนี้อะค่ะ เช่น ตีพิมพ์ paper 3 paper แล้วค่อยมาเขียนรวมเป็นเล่มจบ


ตอนเรียนที่
Aberdeen และ Dundee สิ่งที่คิดไว้กับความเป็นจริงต่างกันมากมั้ยคะ
  • Aberdeen - รู้แค่ว่าอยากไปเที่ยว อยากไปเรียนและคงได้เจอเพื่อนใหม่ ไม่ได้เตรียมตัวไปเลยว่าต้องเรียนอะไรหรือต้องทำอะไร พออยู่ไปปีหนึ่งก็รู้สึกว่าเราได้อะไรมาบ้าง มันคุ้มค่า คิดถูกแล้วที่มาเรียนต่อ UK
  • Dundee - เคยไปเที่ยวมาก่อน รู้ว่า Dundee เป็นเมืองเล็กอยู่แล้ว ไม่ใหญ่เท่า Aberdeen, Glasgow หรือ Edinburgh ฝ้ายเรียนมา 2 ปีนิด ๆ เปลี่ยน supervisor ไป 3 รอบ ใช้อาจารย์ไปทั้งหมด 5 คน แต่ทางมหาวิทยาลัยค่อนข้าง support พอเรามีปัญหาเรื่อง supervisor ก็ไปคุยกับ PhD director ให้ค่ะ เพราะว่า proposal ของเรากับอาจารย์ focus ไม่เหมือนกัน ทาง school ก็ช่วยเหลือ ทำตาม process ดีค่ะ

ประทับใจอะไรเกี่ยวกับการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยทั้ง 2 เมืองนี้ (เรื่องคอร์สเรียน อาจารย์ เมือง Facilities ฯลฯ)
  • Aberdeen - ชอบคอร์สเรียน สไตล์การสอน เน้น make friend การสร้าง connection การทำงานกลุ่ม เพราะต้องการให้เราเจอคนหลากหลายเชื้อชาติ
  • Dundee - เขา support ดีค่ะ facilities ของ Dundee ค่อนข้างโอเคกว่า ห้องสมุดเปิดถึงตี 2 แต่ Aberdeen จะปิดเร็วประมาณ 6 โมงเย็นค่ะ เรียนปริญญาเอก เขาจะมี office ให้ด้วยค่ะ ทาง business school จะ support ให้เทอมละ £500 เพื่อให้เราไปร่วม conference หรือ workshop แค่เราส่งเรื่องไปว่าเราจะไปเข้าร่วม conference นี้ เราจะซื้อตั๋วเองแล้วเอาใบเสร็จไปเบิก หรือจะให้เขาจองให้เราก็ได้ และจะมีหน่วยงานที่ดูแล PhD โดยเฉพาะที่ Scotland เขาจะจัด workshop ให้เด็ก PhD เข้าร่วม ซึ่งมีจัดตลอดทั้งปี คิดถูกแล้วที่ต่อ PhD ที่ Scotland ค่ะ

ตอนที่เข้าร่วม workshop มีได้ connection เพิ่มเติมมั้ยคะ
  • จริง ๆ เด็ก PhD จะไม่เหมือนเด็กปริญญาโท แต่ละคนจะนิ่ง ๆ เราต้องดูดี ๆ ก่อนค่ะ แบบถามว่ามาจากที่ไหน ทำหัวข้ออะไร ก็มีการ make friend บ้างค่ะ

อยากให้ฝากถึงน้อง ๆ ที่อยากจะเรียนต่อปริญญาโทหรือปริญญาเอก ที่ Aberdeen และ Dundee หน่อยค่ะ
  • ถ้าให้แนะนำ IBM ก็น่าจะเหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสาย เพราะเรียนทุกอย่างเป็น basic หมด อย่างน้อยตัวนี้มันไม่มีสอบ ไม่ต้องมานั่งท่องจำหนังสือ เขียนงานส่ง ไม่เข้าใจก็อีเมลถามอาจารย์ได้เลย ซึ่งข้อดีของ Aberdeen คือ เมืองใหญ่กว่า Dundee และมีสนามบิน แต่ข้อด้อยคือเมืองมันไกลจาก Glasgow และ Edinburgh อากาศจะหนาวนิดหนึ่ง มีฝนตกด้วย เมืองจะหม่น ๆ เทา ๆ อาจจะต้องเตรียมตัว ถ้าเป็นคนขี้หนาว
  • ส่วน Dundee เป็นเมืองที่เหมาะกับการเรียน เพราะไม่ค่อยมีอะไรมา interrupt เท่าไหร่ เป็นเมืองเล็ก ๆ เรื่องอากาศแดดเยอะมาก อาจจะไม่ตลอดเท่าไทย แต่ก็มีบ่อยกว่า Aberdeen ส่วนเรื่องร้านอาหาร แหล่ง shopping อาจจะไม่เยอะเท่า Aberdeen แต่ก็เดินทางง่าย มีรถจากในเมืองไปถึงสนามบิน Edinburgh ประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ถ้าไป Glasgow ก็ประมาณ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
  • เรื่องความปลอดภัยเป็น Aberdeen ค่ะ ถ้าเป็นที่ Dundee ต้องดูโซนด้วย เพราะก็มีขโมยอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ
 
 
สำหรับน้องๆที่สนใจเรียนต่อด้าน International Business Management หรือสมัครเรียนที่ University of Aberdeen และสนใจเรียนต่อด้าน Management Studies หรือสมัครเรียนที่ University of Dundee สามารถลงทะเบียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้เลยค่ะ"

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


*แมคดูเคชั่น สถาบันส่งเสริมการศึกษาต่อสก็อตแลนด์
ก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์เก่าสก็อตแลนด์ และเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยสก็อตแลนด์ทุกแห่ง ที่เดียวในประเทศไทย แมคดูเคชั่นมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นศิษย์เก่าและอดีตเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆในสก็อตแลนด์ ได้รับความสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐ นักเรียนสามารถขอรับคำแนะนำจาก McDucation โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน